โปรแกรมบำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ ดูแลตั้งแต่ถอนพิษ ฟื้นฟู ไปจนถึงป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center
การหยุดใช้สารเสพติดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู เพราะหลังจากหยุดสารแล้ว ร่างกายและจิตใจยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผู้เข้ารับการบำบัดบางคนอาจมีอาการถอนสาร ความอยากสาร การนอนหลับผิดปกติ อารมณ์แปรปรวน ความวิตกกังวล หรือมีโรคร่วมทางจิตเวช ขณะเดียวกันยังต้องเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียด สิ่งกระตุ้น และสภาพแวดล้อมเดิมที่อาจนำไปสู่การกลับไปใช้สารซ้ำ
Day One Rehabilitation Center เป็นศูนย์บำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ (Residential Rehabilitation) จังหวัดนครนายก ใช้แนวทางการรักษาที่อ้างอิงหลักฐานทางการแพทย์ (Evidence-Based Treatment) โดยจิตแพทย์และทีมสหวิชาชีพร่วมประเมินและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การประเมินอาการ การดูแลช่วงถอนพิษสารเสพติด การฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ ไปจนถึงการติดตามรักษาหลังออกจากศูนย์
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้เข้ารับการบำบัด “หยุดยาให้ได้” แต่เป็นการช่วยให้สุขภาพกายและใจค่อยๆ ฟื้นตัว มีความเข้าใจปัญหาการใช้สารของตนเอง สามารถจัดการความอยากและอารมณ์ได้ดีขึ้น สร้างกิจวัตรที่เหมาะสม และมีความพร้อมมากขึ้นก่อนกลับไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมจริง
ปรึกษาเบื้องต้น โทร 02-028-7775 LINE @dayone
ข้อมูลและประวัติการรักษาได้รับการดูแลเป็นความลับ
โปรแกรมบำบัดยาเสพติดของ Day One มี 4 ระยะ
แผนการรักษาของ Day One แบ่งการดูแลออกเป็น 4 ระยะ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เข้ารับการบำบัดทุกคนจะต้องใช้เวลาเท่ากันหรือได้รับการรักษาเหมือนกันทั้งหมด ระยะเวลาและรายละเอียดการรักษาจะพิจารณาจากชนิดและประวัติการใช้สาร อาการถอนสาร สุขภาพกายและสุขภาพจิต ความอยากสาร การตอบสนองต่อการรักษา ประวัติการกลับไปใช้สารซ้ำ และความพร้อมของสภาพแวดล้อมหลังออกจากศูนย์
ระยะที่ 1 ประเมินอาการและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ภายใน 24–48 ชั่วโมงแรก
ช่วงแรกของการเข้ารับการบำบัด จิตแพทย์จะประเมินประวัติการใช้สารเสพติด อาการที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ พร้อมตรวจสัญญาณชีพ ตรวจร่างกาย และพิจารณาการตรวจเลือดเมื่อมีข้อบ่งชี้
หลังจากประเมินแล้ว ทีมรักษาจะนำข้อมูลมาวาง แผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งด้านการใช้ยาตามความเหมาะสม การให้คำปรึกษา และรูปแบบจิตบำบัดที่สอดคล้องกับอาการและความต้องการของแต่ละราย
การประเมินอย่างละเอียดมีความสำคัญ เพราะแม้จะใช้สารชนิดเดียวกัน แต่ปัญหาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนมีอาการถอนสารเด่น บางคนมีความอยากสารสูง ขณะที่บางคนอาจมีปัญหาการนอน ความวิตกกังวล อารมณ์ซึมเศร้า อาการทางจิต หรือโรคร่วมทางจิตเวชที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลควบคู่กัน
ระยะที่ 2 ดูแลช่วงถอนพิษสารเสพติดอย่างปลอดภัย
ภายใน 2 สัปดาห์แรก
เมื่อหยุดหรือลดการใช้สาร ร่างกายอาจเกิดอาการถอนสาร (Withdrawal) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “อาการลงแดง” ซึ่งลักษณะและความรุนแรงแตกต่างกันตามชนิดของสาร ปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ รวมถึงสุขภาพของแต่ละคน
ในช่วงถอนพิษสารเสพติด (Detoxification) ผู้เข้ารับการบำบัดจะได้รับการติดตามอาการ และจิตแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการถอนสารหรือช่วยลดความอยากสารตามความเหมาะสม การเลือกยาและปรับขนาดยาจะพิจารณาจากประวัติการใช้สาร อาการทางกาย อาการทางจิตใจ และการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละราย
เมื่ออาการถอนสารและความผิดปกติทางร่างกายเริ่มดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการรักษาสิ้นสุดลง เพราะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความอยากสาร อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม สิ่งกระตุ้น และการกลับไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเดิมยังต้องได้รับการฟื้นฟูต่อไป
ระยะที่ 3 ฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ
ตั้งแต่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ขึ้นไป
เมื่ออาการทางร่างกายเริ่มคงที่ การรักษาจะให้น้ำหนักกับการฟื้นฟูสมรรถภาพมากขึ้น ทีมสหวิชาชีพจะช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดเรียนรู้ทักษะในการป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ (Relapse Prevention) ควบคู่กับการสร้างวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการฟื้นฟู
กิจกรรมในโปรแกรมอาจประกอบด้วยกลุ่มบำบัด (Group Therapy) การฝึกสติและสมาธิ (Mindfulness Meditation) การออกกำลังกาย โยคะ การทำอาหารบำบัด (Cooking Therapy) และกิจกรรมฟื้นฟูอื่นๆ ที่พิจารณาตามความเหมาะสมและความสนใจของผู้เข้ารับการบำบัด
การฟื้นฟูในระยะนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมเพื่อให้มีสิ่งทำระหว่างอยู่ในศูนย์ แต่เป็นช่วงเวลาสำหรับฝึกการดูแลตัวเอง สร้างกิจวัตร จัดการอารมณ์และความเครียด ทำความเข้าใจสิ่งกระตุ้น ฝึกรับมือกับความอยากสาร และเตรียมทักษะที่จำเป็นก่อนกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน
ระยะที่ 4 ติดตามการรักษาหลังออกจากศูนย์
ติดตามต่อเนื่องประมาณ 1–2 ปี
การออกจากศูนย์ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการฟื้นฟู เพราะเมื่อกลับไปใช้ชีวิตจริง ผู้เข้ารับการบำบัดอาจกลับไปพบความเครียด ความสัมพันธ์ สถานที่ บุคคล หรือสถานการณ์ที่เคยเชื่อมโยงกับการใช้สาร
Day One จึงมีแนวทางติดตามหลังออกจากศูนย์เป็นระยะเวลา 1–2 ปี โดยจิตแพทย์และนักบำบัดสามารถติดตามอาการ ประเมินสุขภาพจิต ปรับยาตามความเหมาะสม ติดตามเป้าหมายและแรงจูงใจในการหยุดใช้สาร รวมถึงร่วมวางแผนป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ
ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถติดตามการรักษาที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา ย่านประดิพัทธ์–สะพานควาย กรุงเทพฯ หรือผ่านระบบวิดีโอคอลในกรณีที่ไม่สะดวกเดินทาง เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องจากช่วงบำบัดแบบอยู่ประจำไปสู่การกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน
หมายเหตุ: บริการติดตามดูแลหลังการรักษาไม่รวมอยู่ในค่าบริการของโปรแกรมการรักษาปัจจุบัน
รักษายาเสพติดใช้เวลานานแค่ไหน?
คำถามที่ครอบครัวมักต้องการทราบก่อนตัดสินใจคือ “ต้องอยู่ศูนย์บำบัดนานแค่ไหน?” คำตอบไม่มีระยะเวลาเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะการผ่านช่วงถอนสารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา หลังจากนั้นยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ จัดการความอยากสาร ปรับพฤติกรรม และเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการควบคุมเหมือนภายในศูนย์
แนวทางของ Day One จึงมองระยะเวลาการรักษาเป็นลำดับ ตั้งแต่ อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ไปจนถึง ประมาณ 3 เดือนหรือมากกว่าในรายที่มีความจำเป็น
อย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อผ่านช่วงถอนสารและเริ่มต้นการฟื้นฟู
Day One แนะนำให้เริ่มต้นการบำบัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์นับจากวันเข้ารับการรักษา เนื่องจากในช่วงแรกต้องให้เวลากับการดูแลอาการถอนสารและความผิดปกติทางร่างกาย โดยเอกสารแนวทางการรักษาของ Day One ระบุว่าโดยส่วนใหญ่อาการถอนสารและความผิดปกติทางร่างกายจะดีขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
เมื่ออาการถอนสารลดลง การนอน อารมณ์ และสภาพร่างกายเริ่มมีความคงที่มากขึ้นตามการตอบสนองของแต่ละคน จึงสามารถให้น้ำหนักกับการฟื้นฟูด้านความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และทักษะป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน การครบ 4 สัปดาห์จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่มีอาการถอนหรือพร้อมกลับบ้านทันที จิตแพทย์และทีมบำบัดจะประเมินจากอาการและความพร้อมจริงของแต่ละบุคคลร่วมด้วย
สนับสนุนการบำบัดประมาณ 3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นคงในการฟื้นฟู
สำหรับผู้ที่สามารถเข้ารับการบำบัดต่อเนื่องได้ Day One สนับสนุนการบำบัดประมาณ 3 เดือนในรายที่เหมาะสม เพราะหลังจากผ่านช่วงถอนสารและสุขภาพร่างกายเริ่มคงที่แล้ว การฟื้นฟูยังต้องใช้เวลาในการปรับอารมณ์และพฤติกรรม ฝึกรับมือกับความอยากสาร เรียนรู้สิ่งกระตุ้นที่นำไปสู่การใช้สาร จัดการความเครียด สร้างกิจวัตรใหม่ และฝึกทักษะป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ ก่อนนำทักษะเหล่านี้กลับไปใช้ในชีวิตจริง
ระยะเวลา 3 เดือนยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในทางการแพทย์ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชสากล DSM-5-TR ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association: APA) ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณาว่าผู้ที่เคยใช้สารเสพติดสามารถเลิกได้ในระยะเริ่มต้น (Early Remission)
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในศูนย์บำบัดครบ 3 เดือนไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของการเลิกสารเสพติดโดยอัตโนมัติ เพราะการฟื้นตัวของแต่ละคนแตกต่างกัน และยังต้องประเมินจากอาการตามเกณฑ์ทางการแพทย์เป็นรายบุคคล นอกจากนี้ การบำบัดแบบอยู่ประจำยังเป็นสภาพแวดล้อมที่ช่วยจำกัดโอกาสในการเข้าถึงสารเสพติด จึงต้องประเมินควบคู่กันว่าผู้เข้ารับการบำบัดมีความพร้อมเพียงใดในการกลับไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมจริง
ดังนั้น เป้าหมายของการบำบัดประมาณ 3 เดือนจึงไม่ใช่เพียง “อยู่ให้ครบระยะเวลา” แต่เป็นการให้เวลาสำหรับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จนผู้เข้ารับการบำบัดมีอาการที่คงที่มากขึ้น มีแรงจูงใจในการหยุดใช้สาร สามารถรับมือกับความอยากและสิ่งกระตุ้นได้ดีขึ้น และมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันโดยลดความเสี่ยงของการกลับไปใช้สารซ้ำ
เข้าบำบัดแบบอยู่ประจำครั้งแรก อาจเริ่มวางแผนประมาณ 1–3 เดือน
สำหรับผู้ที่เข้ารับการบำบัดแบบอยู่ประจำเป็นครั้งแรก สามารถเริ่มวางแผนการรักษาประมาณ 1–3 เดือน ตามอาการและบริบทของแต่ละคน แล้วให้ทีมรักษาประเมินความก้าวหน้าเป็นระยะ
สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนกลับไปใช้ชีวิตภายนอกไม่ได้มีเพียงว่าหยุดสารมาแล้วกี่วัน แต่รวมถึงอาการทางร่างกายและจิตใจมีความคงที่หรือไม่ ความอยากสารอยู่ในระดับที่รับมือได้เพียงใด มีแรงจูงใจในการหยุดใช้สารหรือไม่ สามารถสังเกตและจัดการสิ่งกระตุ้นได้หรือยัง รวมถึงครอบครัวและสภาพแวดล้อมหลังกลับบ้านมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด
จึงอาจมองคำถามเรื่องระยะเวลาการรักษาอีกแบบว่า
“ตอนนี้ผู้เข้ารับการบำบัดพร้อมกลับไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการควบคุมแล้วหรือยัง?”
แทนที่จะพิจารณาเพียงว่า “อยู่ครบกี่วันแล้ว?”
หากเคยบำบัดแล้วกลับไปใช้สารซ้ำ อาจต้องพิจารณาระยะเวลาที่นานกว่าเดิม
สำหรับผู้ที่เคยรักษาแบบอยู่ประจำหรือเคยรักษาแบบผู้ป่วยในมาก่อน แต่หลังจบการรักษากลับไปใช้สารซ้ำ ประสบการณ์จากการรักษาครั้งก่อนเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับวางแผนครั้งใหม่
หากระยะเวลาการบำบัดครั้งก่อนยังไม่เพียงพอให้เกิดความมั่นคงในการฟื้นฟู การกลับมารักษาครั้งใหม่อาจเหมาะกับ ระยะเวลาที่นานกว่าเดิม พร้อมกับทบทวนว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้กลับไปใช้สารซ้ำ เช่น ความอยากสาร สิ่งกระตุ้น สภาพแวดล้อมที่เข้าถึงสารได้ง่าย ความสัมพันธ์ ความเครียด การขาดการติดตามรักษา หรือโรคร่วมทางจิตเวช
แนวทางการรักษาของ Day One ระบุเช่นกันว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความอยากสาร ความตั้งใจและความสามารถในการควบคุมตนเอง ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม โอกาสเข้าถึงสาร ความใกล้ชิดในการดูแลของครอบครัว ประวัติการกลับไปใช้สารซ้ำ และโรคร่วมทางจิตเวช โดยในผู้ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้สูงอาจพิจารณาการบำบัดที่ยาวขึ้น
ระยะเวลาจึงควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้เข้ารับการบำบัด ครอบครัว จิตแพทย์ และทีมนักบำบัด โดยพิจารณาทั้งความก้าวหน้าในการรักษาและความพร้อมในการกลับไปใช้ชีวิตจริง
ทำไมการบำบัดแบบอยู่ประจำจึงไม่ได้มีเพียงการ “หยุดยา”
การบำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำช่วยให้ช่วงเริ่มต้นของการรักษาเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างและกิจวัตรชัดเจน ผู้เข้ารับการบำบัดมีเวลาให้กับการดูแลสุขภาพกายและใจ เข้าร่วมจิตบำบัด ฝึกทักษะ และสร้างกิจวัตรใหม่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับครอบครัว คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ตอนนี้เขาไม่ใช้ยาแล้วใช่ไหม?” แต่ควรมองต่อไปว่า เมื่อกลับบ้านแล้วเขาจะทำอย่างไรเมื่อเกิดความอยากสาร จะรับมือกับความเครียดอย่างไร จะจัดการอย่างไรเมื่อกลับไปพบเพื่อน สถานที่ หรือสถานการณ์เดิม และครอบครัวจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างไร
นี่เป็นเหตุผลที่โปรแกรมของ Day One ให้ความสำคัญกับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ การถอนพิษ การฟื้นฟู การป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ ไปจนถึงการติดตามหลังออกจากศูนย์ เพราะการผ่านช่วงถอนพิษเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา
โปรแกรมบำบัดแบบอยู่ประจำเหมาะกับใคร?
การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาเมื่อการใช้สารเริ่มส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต การเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงผู้ที่พยายามหยุดด้วยตนเองหลายครั้งแต่กลับไปใช้สารซ้ำ หรือเคยได้รับการรักษามาก่อนแต่ยังไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องในการฟื้นฟูได้
สำหรับผู้ที่มีโรคร่วมทางจิตเวช การประเมินโดยจิตแพทย์มีความสำคัญ เพราะอาการทางอารมณ์ ความวิตกกังวล การนอน หรืออาการทางจิตบางอย่างอาจสัมพันธ์กับการใช้สารหรือเกิดร่วมกัน และอาจจำเป็นต้องวางแผนรักษาทั้งสองด้านควบคู่กัน
หากครอบครัวยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรงขึ้นจึงขอความช่วยเหลือ การพูดคุยและประเมินสถานการณ์เบื้องต้นสามารถช่วยให้เห็นทางเลือกในการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น
ทำแบบทดสอบคัดกรองเบื้องต้น (ฟรี รู้ผลทันที) →
พร้อมเริ่มต้นการบำบัด หรือยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มอย่างไร?
การตัดสินใจพาคนในครอบครัวเข้าสู่ศูนย์บำบัดอาจมีทั้งความกังวลและคำถาม โดยเฉพาะเมื่อคนที่คุณรักยังไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา ครอบครัวสามารถเริ่มต้นจากการเล่าอาการ ประวัติการใช้สาร การรักษาที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังกังวล เพื่อช่วยประเมินว่าควรเริ่มดูแลในขั้นต่อไปอย่างไร
หากเคยบำบัดมาแล้ว ควรแจ้งระยะเวลาที่เคยรักษา วิธีการรักษา และสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนกลับไปใช้สารซ้ำ เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมรักษาพิจารณาแผนและระยะเวลาการบำบัดครั้งใหม่ได้เหมาะสมขึ้น
สำหรับผู้ใช้สารที่กำลังอ่านหน้านี้ การติดต่อสอบถามไม่ได้หมายความว่าต้องตัดสินใจเข้ารักษาทันที การเริ่มต้นจากการพูดคุย ทำความเข้าใจอาการ และรู้ว่ามีทางเลือกในการรักษาแบบใดบ้าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงได้
ปรึกษาเบื้องต้น โทร 02-028-7775 LINE @dayone
ข้อมูลและประวัติการรักษาได้รับการดูแลเป็นความลับ
ข้อมูลติดต่อ Day One Rehabilitation Center
โทร 02-028-7775
LINE: @dayone
www.dayonerehabcenter.com
แผนที่: Google Maps
ที่ตั้ง: 99/1 หมู่ 6 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
เวลาทำการ: จันทร์ - อาทิตย์: 9.00 -17.00
