โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ เลยไม่อันตรายจริงหรือ?

กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ เลยไม่อันตรายจริงหรือ?

“กัญชาก็เป็นพืชธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมี น่าจะไม่อันตรายมาก” ความคิดแบบนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่กัญชาถูกพูดถึงทั้งในแง่การแพทย์ การผ่อนคลาย และการใช้ในชีวิตประจำวัน จนอาจทำให้หลายคนมองว่ากัญชาเป็นเพียงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ใช้ได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก แต่คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เพราะสารเสพติดหลายประเภทก็สกัดมาจากธณรมชาติ เช่น ฝิ่น และ เฮโรอีน ที่มาจากดอกฝิ่น หรือ โคเคน ที่มาจากใบโคคา

กัญชามีสารหลายชนิด โดยหนึ่งในสารสำคัญคือ สารทีเอชซี (THC) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อสมองและสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ความคิด การรับรู้ และการตัดสินใจได้ ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามปริมาณ ความถี่ในการใช้ ความเข้มข้นของสาร อายุของผู้ใช้ ลองมาดูความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกัญชาที่พบบ่อยและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อนมองว่ากัญชา “ไม่เป็นไร”

ความเข้าใจผิดที่ 1: “กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจึงไม่อันตราย”

การที่สารชนิดหนึ่งมาจากธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าสารนั้นจะไม่มีผลต่อร่างกายหรือสมอง กัญชามีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยเฉพาะสารทีเอชซี ซึ่งสามารถทำให้เกิดความรู้สึกเคลิ้ม การรับรู้เปลี่ยนไป การตอบสนองช้าลง สมาธิและความจำลดลง รวมถึงส่งผลต่อการตัดสินใจได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามว่า “กัญชาเป็นพืชหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า ใช้ในปริมาณเท่าไร ใช้บ่อยแค่ไหน สารมีความเข้มข้นแค่ไหน และผู้ใช้มีปัจจัยเสี่ยงอะไรอยู่เดิม คนสองคนอาจใช้กัญชาในปริมาณใกล้เคียงกัน แต่เกิดผลกระทบแตกต่างกันได้มาก บางคนอาจรู้สึกผ่อนคลาย ขณะที่อีกคนกลับมีอาการใจสั่น วิตกกังวล หวาดระแวง หรือเกิดอาการทางจิต ดังนั้น “เป็นธรรมชาติ” จึงไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าใช้แล้วจะปลอดภัยเสมอ

ความเข้าใจผิดที่ 2: “กัญชาไม่ทำให้ติด อยากเลิกเมื่อไหร่ก็เลิกได้”

อีกความเข้าใจหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ กัญชาอาจทำให้เคยชิน แต่ไม่น่าจะทำให้เกิดการติดเหมือนสารเสพติดชนิดอื่น ในความเป็นจริงมีภาวะที่เรียกว่า ภาวะติดกัญชา (Cannabis Use Disorder) ซึ่งหมายถึงรูปแบบการใช้กัญชาที่เริ่มส่งผลเสียต่อชีวิต แต่ผู้ใช้ยังควบคุมหรือลดการใช้ได้ยาก

สัญญาณอาจเริ่มจากการใช้ถี่ขึ้น ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ พยายามลดหลายครั้งแต่ทำไม่ได้ หรือเริ่มลดกิจกรรมอื่นลงเพื่อมีเวลาใช้กัญชา บางคนรู้ว่ากัญชากำลังสร้างปัญหาเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพ แต่ก็ยังหยุดไม่ได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ใช้กัญชาบางส่วนสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะติดกัญชาได้ และความเสี่ยงจะสูงขึ้นในคนที่เริ่มใช้ตั้งแต่อายุน้อย ใช้บ่อย หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารทีเอชซีเข้มข้นสูง ดังนั้น หากเริ่มรู้สึกว่า “ต้องใช้ถึงจะนอนได้” “ไม่ใช้แล้วหงุดหงิด” หรือ “ตั้งใจจะหยุดหลายครั้งแต่หยุดไม่ได้” ควรมองว่าเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ ไม่ใช่เพียงเรื่องของความตั้งใจที่ยังไม่มากพอ

ความเข้าใจผิดที่ 3: “สูบทุกวัน แต่ยังทำงานได้ แปลว่าไม่ได้ติด”

การที่คนหนึ่งยังสามารถไปทำงาน เรียนหนังสือ หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาจากการใช้กัญชา ภาวะติดสารไม่ได้วัดเพียงว่าชีวิต “พังหรือยัง” แต่ต้องดูว่าผู้ใช้สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้หรือไม่ และการใช้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นหรือเปล่า ตัวอย่างเช่น จากเดิมสูบเฉพาะบางวัน กลายเป็นต้องสูบทุกคืน จากที่เคยใช้เพื่อเข้าสังคม กลายเป็นต้องใช้ก่อนนอน หรือจากที่ตั้งใจหยุดหนึ่งเดือนแต่ทำได้เพียงไม่กี่วัน บางคนอาจยังทำงานได้ตามปกติ แต่เริ่มขาดกัญชาไม่ได้ในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้ใช้จะรู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือคิดถึงกัญชาบ่อยขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่ารูปแบบการใช้กำลังเปลี่ยนไป และควรเริ่มประเมินอย่างจริงจังว่ากัญชายังเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ “เลือกใช้” หรือกำลังกลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่า “ต้องใช้”

ความเข้าใจผิดที่ 4: “กัญชาช่วยคลายเครียด เพราะฉะนั้นน่าจะดีกับสุขภาพจิต”

ผู้ใช้บางคนรู้สึกผ่อนคลายหลังใช้กัญชา จึงใช้กัญชาเวลามีความเครียด วิตกกังวล หรือมีปัญหาในการนอน

แต่ผลของกัญชาต่อสุขภาพจิตไม่ได้เหมือนกันในทุกคน ในบางคน กัญชาสามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ความสับสน หรือความหวาดระแวงได้ และผู้ใช้บางรายอาจมีอาการทางจิตรุนแรงมากขึ้น เช่น รู้สึกว่ามีคนกำลังทำร้าย ได้ยินหรือเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือไม่สามารถแยกแยะความจริงได้ชัดเจน ยิ่งใช้บ่อยหรือเริ่มใช้ตั้งแต่อายุน้อย ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กัญชากับความเสี่ยงต่ออาการทางจิตบางประเภทก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น นอกจากนี้ หากคนหนึ่งใช้กัญชาเพื่อหลีกหนีความเครียดทุกครั้ง แทนที่จะฝึกจัดการกับต้นเหตุของความเครียด พฤติกรรมนี้อาจค่อย ๆ ทำให้ต้องพึ่งกัญชามากขึ้นเมื่อเจอปัญหา ดังนั้น การรู้สึกผ่อนคลายในช่วงสั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่ากัญชาจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาวสำหรับทุกคน

ความเข้าใจผิดที่ 5: “กัญชาไม่ทำให้หลอน เพราะไม่ใช่ยาแรง”

กัญชาสามารถเกี่ยวข้องกับอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน และอาการทางจิตได้ โดยเฉพาะในบางคนที่มีความไวต่อผลของสารหรือมีปัจจัยเสี่ยงทางจิตเวชอยู่เดิม อาการที่ควรระวัง เช่น เริ่มระแวงว่ามีคนตามหรือจะทำร้าย ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน มองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง มีความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน สับสนมาก หรือมีพฤติกรรมที่คนใกล้ชิดรู้สึกว่าเปลี่ยนไปอย่างมาก

หากคนในครอบครัวสูบกัญชาแล้วเริ่มมีอาการหลอน หวาดระแวง สับสน หรือพฤติกรรมผิดไปจากเดิมอย่างชัดเจน ไม่ควรมองว่าเป็นเพียง “อาการเมากัญชาเดี๋ยวก็หาย” โดยเฉพาะถ้าอาการรุนแรง ต่อเนื่อง หรือมีความเสี่ยงทำร้ายตัวเองและผู้อื่น ควรได้รับการประเมินจากจิตแพทย์

ความเข้าใจผิดที่ 6: “กัญชาใช้ทางการแพทย์ได้ แปลว่าใช้แบบไหนก็ปลอดภัย”

คำว่า “ใช้ทางการแพทย์” กับ “ใช้กัญชาเองตามต้องการ” เป็นคนละเรื่องกัน การนำสารจากกัญชามาใช้ในทางการแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาว่าใช้สารชนิดใด ปริมาณเท่าไร เพื่อรักษาอาการอะไร ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอะไร และมีความเสี่ยงจากยาอื่นที่ใช้อยู่หรือไม่ และที่สำคัญสารจากกัญชาที่มักนำมาใช้ในทางการแพทย์ คือ สาร CBD ที่ต้องสกัดออกมาให้บริสุทธิ์ แต่สารที่ได้จากการสูบกัญชาที่ทำให้รู้สึกเมา คือ THC ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการหลอน และอาการทางจิตอื่นๆ ดังนั้น การที่ผลิตภัณฑ์จากกัญชาบางรูปแบบอาจมีประโยชน์ทางการแพทย์ในบางภาวะ ไม่ได้หมายความว่าการสูบกัญชาหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารทีเอชซีสูงด้วยตัวเองจะปลอดภัยสำหรับทุกคน เช่น เดียวกับยาหลายชนิด ประโยชน์และความเสี่ยงต้องพิจารณาไปพร้อมกัน

ความเข้าใจผิดที่ 7: “ถ้าเริ่มมีปัญหา ก็แค่หยุดเอง ไม่จำเป็นต้องรักษา”

บางคนสามารถลดหรือหยุดกัญชาได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับคนที่ใช้มานาน ใช้ทุกวัน หรือเริ่มมีปัญหาเรื่องอารมณ์ การนอน ความสัมพันธ์ และการควบคุมการใช้ การหยุดอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อหยุดกัญชา ผู้ใช้บางคนอาจมีอาการถอน เช่น หงุดหงิด กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง หรือมีความอยากกลับไปใช้กัญชาอีก ซึ่งอาจทำให้กลับไปใช้ซ้ำได้

หากพยายามเลิกหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ หรือการใช้กัญชากำลังส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ สุขภาพจิต หรือเริ่มมีอาการหลอนและหวาดระแวง การปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดสารเสพติดสามารถช่วยประเมินได้ว่า ควรดูแลในระดับใด แนวทางปัจจุบันให้ความสำคัญกับการคัดกรองภาวะติดกัญชา รวมถึงการประเมินโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน เพื่อเลือกแนวทางรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน

สรุปแล้ว กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยสำหรับทุกคน

กัญชาเป็นพืชจริง และสารจากกัญชาบางชนิดก็มีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน กัญชาที่มีสารทีเอชซีก็เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง สามารถส่งผลต่อความจำ การเรียนรู้ สมาธิ การตัดสินใจ อารมณ์ และการรับรู้ได้ รวมถึงมีโอกาสนำไปสู่ภาวะติดกัญชาในผู้ใช้บางคน ดังนั้น คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “กัญชาเป็นสมุนไพรหรือยาเสพติด?” แต่ควรถามว่า

ตอนนี้การใช้กัญชากำลังส่งผลต่อสมอง อารมณ์ ความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน หรือความสามารถในการควบคุมการใช้ของเราหรือคนในครอบครัวหรือไม่

หากเริ่มใช้ทุกวัน ต้องเพิ่มปริมาณ พยายามหยุดแล้วทำไม่ได้ ใช้เพื่อรับมือกับทุกความเครียด หรือเริ่มมีอาการวิตกกังวล หวาดระแวง หลอน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยประเมินปัญหาและวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกว่าการรอให้อาการรุนแรงขึ้น

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

โทร : 020287775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
ที่ตั้ง: 99/1 Moo 6, Tambon Srichula, Muang, Nakornnayok 26000 Thailand (Only 1-hour drive from Bangkok)
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00