โทร 02-028-7775LINE @dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

สัญญาณเตือนว่าคนใกล้ตัว “ควรเข้าบำบัดยาเสพติด” เมื่อไหร่ที่ครอบครัวไม่ควรรอ

สัญญาณเตือนว่าคนใกล้ตัว “ควรเข้าบำบัดยาเสพติด” เมื่อไหร่ที่ครอบครัวไม่ควรรอ

เมื่อคนในครอบครัวมีปัญหาจากยาเสพติด สิ่งที่ตัดสินใจยากที่สุดอย่างหนึ่งคือ “เมื่อไหร่ควรพาเขาเข้าบำบัด?” บางครอบครัวรอเพราะหวังว่าเจ้าตัวจะเลิกได้เอง บางคนไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็นรุนแรงพอหรือยัง ขณะที่บางครอบครัวพยายามพูดคุย ขอร้อง และให้โอกาสมาหลายครั้ง แต่ปัญหากลับวนซ้ำอยู่เหมือนเดิม ความจริงแล้ว การพิจารณาว่าควร บำบัดยาเสพติด หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณหรือความถี่ในการเสพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อความคิด อารมณ์ พฤติกรรม ร่างกาย ความสัมพันธ์ และความสามารถในการควบคุมการใช้สาร โดยเฉพาะเมื่อเริ่มพบ 8 สัญญาณต่อไปนี้ ครอบครัวควรพิจารณาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจัง

1. มีอาการหลอน หวาดระแวง หรือหลงผิด

หนึ่งในสัญญาณที่ครอบครัวมักสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือคนที่เคยพูดคุยรู้เรื่องกลับเริ่มมีความคิดหรือการรับรู้ที่เปลี่ยนไป เช่น เชื่อว่ามีคนตาม มีคนจะทำร้าย ระแวงว่าคนในบ้านกำลังวางแผนบางอย่าง หรือได้ยินเสียงคนพูดทั้งที่ไม่มีใครอยู่ บางคนอาจเดินสำรวจรอบบ้าน ปิดม่านตลอดเวลา ตรวจโทรศัพท์หรือกล้องวงจรปิดซ้ำ ๆ เพราะมั่นใจว่ากำลังถูกจับตามอง ขณะที่บางคนอาจเริ่มพูดคนเดียวหรือโต้ตอบกับเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน

อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ อาการทางจิตจากยาเสพติด ซึ่งสารเสพติดบางชนิดสามารถสัมพันธ์กับภาวะหลอน หลงผิด หรือความผิดปกติในการรับรู้ความเป็นจริงได้ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพื่อแยกว่าอาการเกิดจากสาร หรือมีโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย หากผู้ป่วยหวาดระแวงหรือหลงผิดรุนแรงจนเริ่มเสี่ยงทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้าง ไม่ควรรอให้อาการหายเอง แต่ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว

2. ก้าวร้าว โมโหร้าย หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้

เมื่อปัญหาจากสารเสพติดรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับความคิดเท่านั้น แต่อารมณ์และพฤติกรรมก็อาจเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คนที่เคยพูดคุยกันได้อาจกลายเป็นหงุดหงิดง่าย โมโหรุนแรง ตะโกน ด่าทอ ข่มขู่ หรือทำลายข้าวของ บางครอบครัวต้องคอยเลือกคำพูดตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะพูดอะไรไปกระตุ้นให้อีกฝ่ายอาละวาด หากสถานการณ์มาถึงจุดที่คนในบ้านเริ่มรู้สึกว่า “อยู่ด้วยแล้วไม่ปลอดภัย” นี่ไม่ใช่เพียงปัญหานิสัยหรือความขัดแย้งในครอบครัวอีกต่อไป ปัญหาการใช้สารสามารถเกิดร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์และโรคจิตเวชอื่นได้ การรักษาจึงควรประเมินทั้งเรื่องสารเสพติดและสภาพจิตใจของผู้ป่วย ไม่ใช่พยายามหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวเพียงอย่างเดียว

3. พูดว่าไม่อยากอยู่ คิดฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเอง

อีกสัญญาณหนึ่งที่ไม่ควรรอดูอาการ คือเมื่อผู้ป่วยเริ่มพูดถึงความตายหรือแสดงความสิ้นหวังอย่างชัดเจน เช่น “ไม่อยากอยู่แล้ว” “ตายไปคงดีกว่า” หรือ “ทุกคนคงสบายกว่านี้ถ้าไม่มีผม” บางครั้งครอบครัวอาจคิดว่าเป็นการประชดหรือเรียกร้องความสนใจ แต่คำพูดลักษณะนี้ควรได้รับความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการซึมเศร้า การแยกตัว การใช้สารหนักขึ้น หรือเคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน

ผู้ที่มีปัญหาสารเสพติดสามารถมี โรคซึมเศร้า ไบโพลาร์ หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย การดูแลจึงต้องประเมินทั้งปัญหาการใช้สารและความเสี่ยงทางจิตเวชร่วมกัน หากผู้ป่วยมีแผนฆ่าตัวตาย พยายามทำร้ายตัวเอง หรือมีความเสี่ยงว่าจะเกิดอันตรายในขณะนั้น ควรพาไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอการนัดหมายเข้าศูนย์บำบัดตามปกติ

4. ใช้สารหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มหยุดไม่ได้

ในช่วงแรก ผู้ใช้สารจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองยังควบคุมได้ เพราะสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เมื่อไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการใช้สารอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยที่ทั้งเจ้าตัวและครอบครัวไม่ทันสังเกต จากที่เคยใช้เป็นครั้งคราวอาจกลายเป็นใช้ถี่ขึ้น จากที่ตั้งใจว่าจะใช้เพียงเล็กน้อยก็ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ หรือเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาสาร การเสพ และการฟื้นตัวหลังจากเสพ ในบางรายแม้จะรู้แล้วว่าการใช้สารกำลังทำให้เสียงาน เสียเงิน ทะเลาะกับครอบครัว หรือสุขภาพแย่ลง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดได้ การสูญเสียความสามารถในการควบคุมการใช้สารเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด ดังนั้นครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วย “เสียทุกอย่าง” ก่อนจึงค่อยเริ่มรักษา เพราะการเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เป็นสัญญาณสำคัญแล้ว

5. เคยพยายามหยุดเอง หรือสัญญาว่าจะเลิก แต่ไม่สำเร็จ

สัญญาณข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายครอบครัวคุ้นเคยมากที่สุด หลังเกิดปัญหา ผู้ป่วยอาจบอกว่า “ครั้งนี้จะเลิกจริง ๆ” “ขอเป็นครั้งสุดท้าย” หรือ “ไม่ต้องพาไปบำบัด ผมหยุดเองได้” และหลายครั้งเขาอาจตั้งใจอย่างที่พูดจริง ๆ บางคนหยุดได้หลายวัน บางคนหยุดได้หลายสัปดาห์ หรืออาจหยุดได้เป็นเดือน แต่เมื่อกลับไปเจอความเครียด เพื่อนกลุ่มเดิม สถานที่เดิม หรือความอยากสาร ก็กลับไปเสพอีกครั้ง การพยายามลดหรือหยุดการใช้สาร แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญที่ใช้ในการประเมินความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด เพราะฉะนั้น การกลับไปเสพซ้ำไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความตั้งใจเสมอไป แต่อาจสะท้อนว่าปัญหาได้พัฒนาไปถึงระดับที่ “ความตั้งใจอย่างเดียว” ไม่เพียงพอแล้ว หากครอบครัวเห็นวงจรเดิมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ เสพจนเกิดปัญหา แล้วจึงสัญญาว่าจะเลิก พอหยุดได้ช่วงหนึ่ง ปัญหาคลี่คลายลงก็กลับไปเสพอีก สิ่งที่ควรเปลี่ยนอาจไม่ใช่การขอให้เขาสัญญาอีกครั้ง แต่คือการพาเข้าสู่การบำบัดยาเสพติดอย่างเป็นระบบ

6. มีอาการถอนยาเมื่อหยุดหรือลดสาร

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนบอกว่าอยากเลิก แต่กลับไปเสพอีก คือเมื่อหยุดแล้วร่างกายและจิตใจรู้สึกทรมานเพราะอาการถอนสารหรือเรียกง่ายๆ ว่า ลงแดง อาการถอนจะแตกต่างกันตามชนิดของสาร ผู้ป่วยอาจมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เหงื่อออก มือสั่น ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือซึมเศร้า บางคนรู้สึกแย่มากจนกลับไปใช้สารเพียงเพื่อให้อาการเหล่านี้ลดลง ภาวะถอนสารสามารถเกิดขึ้นหลังลดหรือหยุดสารบางประเภทภายหลังการใช้ต่อเนื่อง โดยลักษณะและความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของสารและรูปแบบการใช้

จุดนี้เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการบอกผู้ป่วยว่า “ก็แค่หยุดใช้สิ” อาจไม่ง่ายอย่างที่คนภายนอกคิด และในบางกรณี การหยุดสารเองโดยไม่มีการประเมินทางการแพทย์อาจมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการใช้แอลกอฮอล์หนักหรือใช้สารหลายชนิดร่วมกัน

7. การใช้สารเริ่มทำลายงาน การเงิน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน

ผู้ติดสารเสพติดไม่จำเป็นต้องมีสภาพทรุดโทรมจนเห็นได้ชัดเสมอไป บางคนยังแต่งตัวดี ยังทำงาน และยังพูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ แต่เมื่อมองรายละเอียดของชีวิต อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทีละอย่าง จากคนที่เคยรับผิดชอบงาน เริ่มไปสายหรือขาดงานบ่อย ผลงานลดลง มีปัญหาเรื่องเงิน ยืมเงินหรือขอเงินมากขึ้น เริ่มโกหกเพื่อปกปิดว่าไปไหนหรือใช้เงินกับอะไร รวมถึงแยกตัวออกจากครอบครัวและละทิ้งกิจกรรมที่เคยให้ความสำคัญ ความสัมพันธ์ในบ้านก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนจากความไว้ใจไปเป็นการจับผิด ทะเลาะ และระแวงกันตลอดเวลา

หากสารเสพติดเริ่มเข้ามาแทนที่สิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งงาน ครอบครัว ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ นั่นเป็นสัญญาณว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “การใช้ยา” อีกต่อไป แต่กำลังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม

8. มีโรคจิตเวชหรืออาการทางอารมณ์ร่วมกับการใช้สารเสพติด

สุดท้าย สิ่งที่ครอบครัวไม่ควรมองข้ามคือ ผู้ป่วยบางคนไม่ได้มีเพียงปัญหาการติดสารอย่างเดียว บางรายอาจมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ หวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด หรือมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ร่วมด้วย คำถามที่ครอบครัวมักถามคือ “ตกลงเป็นเพราะยา หรือเป็นโรคทางจิต?”

ความจริงคือ ไม่สามารถตอบได้จากการสังเกตเพียงอย่างเดียว เพราะอาการบางอย่างอาจเกิดจากสารโดยตรง บางอาการอาจเป็นโรคจิตเวชเดิมที่มีอยู่ก่อน และในบางราย ทั้งสองปัญหาสามารถเกิดร่วมกันและส่งผลกระทบต่อกันได้หลักการรักษาการติดสารจึงให้ความสำคัญกับการประเมินผู้ป่วยในหลายมิติ ทั้งเรื่องสารเสพติด สุขภาพกาย สุขภาพจิต สภาพแวดล้อม และความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ซ้ำ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน ดังนั้น หากผู้ป่วยมีทั้งปัญหาการใช้สารและอาการทางจิตเวช การรักษาต้องอาศัยทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และนักบำบัด คอยดูแลทั้งปัญหายาเสพติดและสุขภาพจิตไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงบอกให้หยุดยาแล้วรอดูว่าอาการทางจิตจะหายไปเองหรือไม่

ต้องมีครบทั้ง 8 ข้อหรือไม่ ถึงควรพาไปบำบัด?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาหรือความผิดปกติทุกข้อดังที่กล่าวมาจึงค่อยไปรักษา ในความเป็นจริงหากผู้ที่ใช้ยาเสพติดมีอาการหรือปัญหาดังที่กล่าวมาข้อใดข้อนึง ก็ควรจะได้รับการรักษาทันทีได้เลย เพราะหากยิ่งผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยลดความผิดปกติที่สมองจะเสพติดเรื้อรัง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคทางจิตเวชถาวรตามมา

Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดและโรคร่วมทางจิตเวช

Day One ให้บริการ บำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ โดยมีการประเมินอาการทางจิตเวชและวางแนวทางการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย การดูแลประกอบด้วย การประเมินและรักษาโดยจิตแพทย์เฉพาะทาง การบำบัดรายบุคคลกับนักจิตบำบัด กิจกรรมกลุ่มบำบัดต่างๆ ครอบครัวสามารถติดต่อทีม Day One เพื่อปรึกษาข้อมูลเบื้องต้นและประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

**โทร : **020287775

**LINE : **@dayone

www.dayonerehabcenter.com

**ที่ตั้ง: **99/1 Moo 6, Tambon Srichula, Muang, Nakornnayok 26000 Thailand (Only 1-hour drive from Bangkok)

แผนที่: https://maps.app.goo.gl/QsirzwMjJ185K5oa7

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00