พอตเค มีสารอะไร? เปิดเผยส่วนประกอบและผลกระทบต่อร่างกาย

ช่วงที่ผ่านมา “พอตเค” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงพอตชนิดใหม่ที่ทำให้รู้สึกมึนหรือเคลิ้มมากกว่าปกติ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่น่ากังวลคือ มีการลักลอบนำ เอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งเป็นยานำสลบที่ใช้ในสถานพยาบาล ไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสูดเข้าสู่ร่างกาย
ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ยังถูกเรียกว่า “บุหรี่ซอมบี้” หรือ “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้หลับ” เนื่องจากเอโทมิเดตมีฤทธิ์กดระบบประสาท ผู้ใช้จึงอาจเกิดอาการมึนงง ซึม การรับรู้ลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือหมดสติได้ และหากได้รับมากเกินไปอาจรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจหรือเสียชีวิตได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงยกระดับการควบคุมเอโทมิเดตเป็น วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2568 หลังพบแนวโน้มการนำสารชนิดนี้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในบุหรี่ไฟฟ้า
พอตเคคืออะไร ทำไมถึงไม่ได้เป็นแค่บุหรี่ไฟฟ้าธรรมดา?
คำว่า “พอตเค” ที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน หมายถึงบุหรี่ไฟฟ้าหรือหัวพอตที่มีการลักลอบผสมเอโทมิเดตลงในน้ำยา จุดสำคัญคือ เอโทมิเดตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้สูบหรือเพื่อความบันเทิง แต่เป็น ยานำสลบ ที่ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาล เพื่อทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสลบชั่วคราวก่อนหรือระหว่างหัตถการบางประเภท
การใช้ยาในโรงพยาบาลมีการกำหนดขนาดยา ประเมินสภาพร่างกาย และเฝ้าระวังสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อสารชนิดเดียวกันถูกนำมาผสมในหัวพอต ผู้ใช้แทบไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเองกำลังได้รับสารมากเท่าไรในแต่ละครั้ง จึงเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากการใช้ทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นพอตที่ลักลอบผลิตและจำหน่ายไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพแบบผลิตภัณฑ์ยา จึงไม่ควรสันนิษฐานว่าพอตเคทุกชิ้นมีส่วนประกอบหรือความเข้มข้นเท่ากัน
พอตเคมีสารอะไรอยู่ข้างใน?
สารที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดคือ เอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขไทยยืนยันว่ามีการนำไปเติมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จนนำไปสู่คำเตือนเรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้”
อย่างไรก็ตาม การถามว่า “พอตเคหนึ่งหัวมีสารอะไรบ้าง” ไม่สามารถตอบเป็นสูตรตายตัวได้ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ ผู้ใช้จึงไม่สามารถรู้จากสี กลิ่น รส หรือบรรจุภัณฑ์ได้ว่าหัวพอตนั้นมีเอโทมิเดตในปริมาณเท่าไร หรือมีสารอื่นผสมอยู่ด้วยหรือไม่
นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ เพราะแม้ผู้ใช้จะคิดว่าตัวเองสูบในปริมาณเท่าเดิม แต่หัวพอตคนละชิ้นอาจมีความเข้มข้นแตกต่างกัน การได้รับสารจริงจึงอาจมากหรือน้อยกว่าที่คาดไว้
ทำไมสูบแล้วถึงมีอาการคล้าย “ซอมบี้”?
เอโทมิเดตออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายจะทำให้การทำงานของสมองถูกกดลง ผู้ใช้อาจมีอาการซึม มึนงง การรับรู้ลดลง การทรงตัวหรือการควบคุมร่างกายผิดปกติ และอาจดูเหมือนคนไม่มีสติหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า “บุหรี่ซอมบี้”
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความรู้สึก “เมา” หรือ “เคลิ้ม” แบบที่บางคนอาจเข้าใจ แต่สะท้อนว่าสารกำลังรบกวนการทำงานของระบบประสาท เมื่อผู้ใช้มีระดับความรู้สึกตัวลดลง ความสามารถในการประเมินสถานการณ์และป้องกันตัวเองก็ลดลงตามไปด้วย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการล้ม อุบัติเหตุ การขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ปลอดภัย หรือการทำพฤติกรรมที่เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว หากได้รับสารในปริมาณมาก ผลอาจรุนแรงจนเกิดภาวะหมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้ตามคำเตือนของ อย.
ผลกระทบไม่ได้มีแค่สมอง แต่ยังเกี่ยวข้องกับต่อมหมวกไตและหัวใจ
อันตรายของพอตเคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาการมึนหรือหมดสติเท่านั้น กรมควบคุมโรคระบุข้อมูลจากการศึกษาว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมเอโทมิเดตสัมพันธ์กับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ความดันโลหิตสูง และความผิดปกติของการทำงานของ ต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมฮอร์โมนและสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
เมื่อการทำงานของต่อมหมวกไตผิดปกติ อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำลง ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ หากระดับโพแทสเซียมผิดปกติรุนแรง ความเสี่ยงต่อปัญหาการเต้นของหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลวก็เพิ่มขึ้นได้ กรมควบคุมโรคจึงเตือนว่าการใช้สารเอโทมิเดตในบุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า พอตเคไม่ได้เป็นเพียงพอตที่ “ทำให้มึนแรงขึ้น” แต่เป็นการนำยาที่มีผลต่อระบบสำคัญของร่างกายมาใช้ในวิธีที่ไม่สามารถควบคุมขนาดยาได้
ทำไมการสูบผ่านพอตจึงยิ่งประเมินความเสี่ยงได้ยาก?
เมื่อยาถูกใช้ในโรงพยาบาล แพทย์สามารถกำหนดขนาดยาได้อย่างชัดเจน แต่การสูบพอตแตกต่างออกไป ผู้ใช้มักวัดปริมาณจากจำนวนครั้งที่สูบ หรือตามความรู้สึกมึนเมา เช่น “สูบไม่เยอะ” ซึ่งไม่ได้บอกว่าร่างกายได้รับเอโทมิเดตกี่มิลลิกรัม
ความเข้มข้นในน้ำยาแต่ละหัวอาจไม่เท่ากัน อีกทั้งวิธีการสูบ ระยะเวลาที่สูบ และอุปกรณ์ที่ใช้ยังอาจทำให้ปริมาณสารที่ได้รับแตกต่างกันออกไป ดังนั้นประโยคอย่าง “เคยสูบแค่นี้แล้วไม่เป็นไร” จึงไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าครั้งต่อไปจะปลอดภัยเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้ไม่รู้ความเข้มข้นและส่วนประกอบจริงของผลิตภัณฑ์ที่กำลังสูบ
หากใช้พอตเคแล้วมีอาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
หากหลังใช้พอตแล้วมีอาการซึมมากผิดปกติ ปลุกไม่ตื่น หมดสติ หายใจช้าหรือหายใจผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างมาก สับสนรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติที่ผู้ดูแลไม่สามารถประเมินได้ ควรถือว่าเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยให้นอนรอจนฤทธิ์สารหมดไปเอง โดยเฉพาะภาวะหมดสติหรือการหายใจผิดปกติ เพราะ อย. เตือนว่าการใช้เอโทมิเดตผิดวัตถุประสงค์มีความเสี่ยงต่อการหยุดหายใจและเสียชีวิตได้
สำหรับญาติ หากไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยสูบสารอะไรเข้าไป ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ตามข้อมูลที่ทราบ ไม่จำเป็นต้องรอให้รู้ชื่อสารอย่างแน่นอนก่อนจึงจะพาไปรักษา
ใช้พอตเคบ่อยขึ้นหรือหยุดไม่ได้ ควรทำอย่างไร?
หากเริ่มจากการทดลองใช้ แต่ภายหลังกลับใช้ถี่ขึ้น ใช้ในปริมาณมากขึ้น ใช้ในสถานการณ์ที่เสี่ยง หรือรู้ทั้งรู้ว่าเกิดผลเสียแต่ยังกลับไปใช้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าควรได้รับการประเมินเรื่องพฤติกรรมการใช้สารอย่างจริงจัง
สิ่งที่สำคัญคือไม่ควรมองเฉพาะตัวพอต แต่ควรประเมินภาพรวมด้วยว่าผู้ใช้มีการใช้สารชนิดอื่นร่วมกันหรือไม่ มีปัญหาการนอน ความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล หรืออาการทางจิตเวชร่วมด้วยหรือเปล่า เพราะปัญหาเหล่านี้อาจเป็นทั้งปัจจัยที่ทำให้เริ่มใช้สารและเป็นผลตามมาจากการใช้สารได้
สำหรับครอบครัว การเริ่มต้นพูดคุยจากสิ่งที่สังเกตเห็นจริงมักเหมาะกว่าการกล่าวหาทันที เช่น “ช่วงนี้เห็นใช้พอตบ่อยขึ้นและดูซึมกว่าเดิม เป็นอะไรหรือเปล่า” หรือ “ช่วงนี้อาการเปลี่ยนไป อยากลองไปปรึกษาหมอดูไหม” การพูดคุยในลักษณะนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ยอมเล่าปัญหาได้มากกว่าการดุด่าหรือตีตราว่าเป็นคนติดยา
พอตเคไม่ใช่พอตธรรมดา และคำว่า “เค” ไม่ได้หมายถึงเคตามีนเสมอไป
อีกความเข้าใจผิดที่ควรแก้คือ เมื่อได้ยินคำว่า “พอตเค” หลายคนอาจคิดทันทีว่าตัวอักษร “เค” หมายถึง เคตามีน (Ketamine) แต่ในบริบทของพอตเคหรือบุหรี่ซอมบี้ที่หน่วยงานไทยกำลังเตือนอยู่ สารสำคัญที่พบและถูกนำไปควบคุมคือ เอโทมิเดต (Etomidate)
ดังนั้นไม่ควรพยายามเดาส่วนประกอบของสารเสพติดจากชื่อเรียกในตลาดเพียงอย่างเดียว ชื่อที่ใช้กันในกลุ่มผู้ขายหรือผู้ใช้อาจเปลี่ยนแปลงได้ และผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายก็ไม่มีหลักประกันว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะตรงกับชื่อที่ถูกเรียก
หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวกำลังใช้พอตเค สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าหัวพอตมีสารอะไร แต่คือการสังเกตพฤติกรรมและอาการ หากเริ่มใช้ซ้ำ ควบคุมการใช้ไม่ได้ หรือมีอาการทางร่างกายและจิตใจผิดปกติ ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม
โทร : 020287775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
ที่ตั้ง: 99/1 Moo 6, Tambon Srichula, Muang, Nakornnayok 26000 Thailand (Only 1-hour drive from
Bangkok)
แผนที่: https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA
