โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ทำไมภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลจึงต้องบำบัดควบคู่กับการเลิกยาเสพติด

ทำไมภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลจึงต้องบำบัดควบคู่กับการเลิกยาเสพติด

ทำไมภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลจึงต้องบำบัดควบคู่กับการเลิกยาเสพติด

การมองเห็นคนที่เรารักต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาการใช้สารเสพติด การติดการพนัน หรือแม้แต่การติดเกมส์ เป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดและหนักใจให้กับครอบครัวอย่างมหาศาล หลายครั้งที่ญาติพยายามช่วยเหลือทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลดละเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นได้สำเร็จ แต่กลับพบว่าเมื่อหยุดพฤติกรรมหรือหยุดใช้สารเสพติดไปได้ระยะหนึ่ง ผู้ป่วยก็มักจะกลับไปสู่วังวนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวงจรการเสพติดนี้มักไม่ใช่แค่เรื่องของความเข้มแข็งของจิตใจหรือความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่มักมีความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพจิตซ่อนเร้นอยู่ร่วมด้วย ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าภาวะโรคร่วมทางจิตเวช (Dual Diagnosis) การทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ครอบครัวมองเห็นแนวทางในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทำความรู้จักกับโรคร่วมทางจิตเวช (Dual Diagnosis)

โรคร่วมทางจิตเวช (Dual Diagnosis หรือ Co-occurring disorders) คือภาวะที่บุคคลหนึ่งมีปัญหาความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติด เกิดขึ้นร่วมกับความผิดปกติทางจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งโรคในเวลาเดียวกัน โรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากที่สุดในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาการเสพติดคือภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวล การเกิดขึ้นพร้อมกันของสองปัญหานี้ทำให้การประเมินและการรักษามีความซับซ้อนมากกว่าการรักษาเพียงแค่อาการติดยาหรือรักษาเพียงปัญหาสุขภาพจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดมีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตร่วมด้วย การทำความเข้าใจว่าทั้งสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่การรักษาที่ได้ผลจริงในศูนย์บำบัดจิตเวชที่มีมาตรฐานและเข้าใจถึงความอ่อนไหวของผู้ป่วย

ความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างสารเสพติด ภาวะซึมเศร้า และโรควิตกกังวล

ความสัมพันธ์ระหว่างการเสพติดและปัญหาสุขภาพจิตมักเป็นลักษณะที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างรุนแรงและซับซ้อน มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลมักจะหันเข้าหาสารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือแม้แต่พฤติกรรมเสพติดอย่างการพนัน เพื่อเป็นทางออกในการบรรเทาความเจ็บปวดทางจิตใจหรือเพื่อช่วยให้ตนเองสามารถเผชิญหน้ากับความเครียดได้ชั่วคราว การกระทำเช่นนี้เป็นการพยายามรักษาเยียวยาตนเองด้วยวิธีที่ผิด (Self-medication) ในช่วงแรกสารเสพติดอาจดูเหมือนช่วยลดความกังวลหรือทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แต่เมื่อฤทธิ์ของสารหมดลง อาการของภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลจะตีกลับมาอย่างรุนแรงกว่าเดิม นำไปสู่ความต้องการใช้สารเสพติดในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อกดทับความรู้สึกแย่เหล่านั้นเอาไว้

ในทางกลับกัน การใช้สารเสพติดเป็นระยะเวลานานก็สามารถเข้าไปทำลายสมดุลของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์และนำไปสู่การเกิดภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากการทดลองใช้สารเสพติดด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ผลกระทบจากสารเหล่านั้นทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจบกพร่อง นำไปสู่อาการหวาดระแวง อาการทางจิต หรือแม้แต่มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเองในเวลาต่อมา ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะมาจากฝั่งใด ปัญหาทั้งสองจะกลายเป็นวงจรที่ดึงรั้งผู้ป่วยให้จมลึกลงไปในความทุกข์ทรมานหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี

ทำไมการรักษาเพียงปัญหาใดปัญหาหนึ่งจึงมักไม่สำเร็จและเป็นอันตราย

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบำบัดรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรคือการแยกส่วนการรักษา หากผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดการติดสารเสพติดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รักษาภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่ เมื่อผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในสังคมและต้องเผชิญกับความเครียด อาการซึมเศร้าจะกระตุ้นให้พวกเขากลับไปพึ่งพาสารเสพติดอีกครั้งเพื่อหลีกหนีความทุกข์ ในทำนองเดียวกัน หากผู้ป่วยได้รับการรักษาภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลโดยจิตแพทย์ แต่ยังคงแอบใช้สารเสพติดอยู่ สารเสพติดเหล่านั้นก็จะเข้าไปต้านฤทธิ์ของยาและทำลายกระบวนการบำบัดทางจิตใจ ทำให้การรักษาสุขภาพจิตล้มเหลว

การเพิกเฉยต่อโรคร่วมทางจิตเวชยังเพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับทั้งอาการถอนยาและโรควิตกกังวลในเวลาเดียวกันจะมีความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ขาดความยั้งคิด เกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายตัวเอง ดังนั้นการฟื้นฟูที่แท้จริงจึงไม่สามารถเลือกทำเพียงครึ่งทางได้ แต่ต้องเป็นการบำบัดควบคู่กันไปแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

การประเมินและการฟื้นฟูแบบองค์รวมโดยจิตแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อครอบครัวตัดสินใจนำพาผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาในศูนย์บำบัดจิตเวช กระบวนการแรกที่สำคัญที่สุดคือการประเมินอย่างละเอียดรอบด้านโดยจิตแพทย์และทีมสหวิชาชีพ การรักษารูปแบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เพียงการบังคับให้หยุดใช้ยาหรือหยุดพฤติกรรมเสพติด แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวมที่มองเห็นความเป็นมนุษย์และเข้าใจถึงบาดแผลทางจิตใจของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง กระบวนการฟื้นฟูมักประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • การถอนพิษยาและดูแลอาการทางกาย: เป็นขั้นตอนแรกในการช่วยให้ร่างกายขับสารเสพติดออกไปอย่างปลอดภัย โดยมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความทรมานจากอาการขาดยา ป้องกันอันตรายทางร่างกายและประคับประคองจิตใจไม่ให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินขีดจำกัด
  • การใช้ยารักษาทางจิตเวช: จิตแพทย์จะพิจารณาการให้ยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง รักษาภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลควบคู่ไปกับการเลิกสารเสพติด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่มั่นคงขึ้น พร้อมที่จะเปิดรับการบำบัดในขั้นตอนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การบำบัดทางจิตวิทยาและการปรับความคิด: เป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูระยะยาว การทำจิตบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยได้สำรวจความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังการเสพติด เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดและอารมณ์ทางลบโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเสพติด รวมถึงการฟื้นฟูความภาคภูมิใจในตนเองให้กลับคืนมา
  • การมีส่วนร่วมของครอบครัว: การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็น ญาติคือพลังสนับสนุนที่สำคัญที่สุดในการช่วยให้ผู้ป่วยก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก การได้รับกำลังใจและความเห็นอกเห็นใจจากคนในครอบครัวจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น

คลายข้อสงสัย: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาโรคร่วมทางจิตเวช

หลายครอบครัวมักมีความสับสนและมีประเด็นข้อสงสัยมากมายเมื่อต้องรับมือกับภาวะโรคร่วมทางจิตเวช การคลายข้อสงสัยเหล่านี้จะช่วยให้ญาติสามารถตัดสินใจและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด

ผู้ป่วยมีอาการทางจิตเวชเพราะสารเสพติด หรือติดสารเสพติดเพราะมีปัญหาทางจิตใจตั้งแต่แรก?

เป็นคำถามที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มญาติ คำตอบคือเป็นไปได้ทั้งสองทาง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีบาดแผลทางจิตใจ ความเครียดสะสม หรือเป็นภาวะซึมเศร้ามาก่อน เมื่อไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกอย่างไรจึงใช้สารเสพติดเป็นเครื่องมือบรรเทาความเจ็บปวด ในขณะเดียวกัน สารเสพติดหลายชนิดมีฤทธิ์ทำลายสมองโดยตรง การใช้ยาเสพติดอย่างต่อเนื่องยาวนานก็สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาได้ แม้ว่าเดิมทีผู้ป่วยจะไม่เคยมีปัญหาสุขภาพจิตมาก่อนเลยก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่การสืบหาว่าสิ่งใดเกิดก่อนสิ่งใด แต่คือการตระหนักว่า ณ ปัจจุบันผู้ป่วยกำลังเผชิญกับทั้งสองปัญหาพร้อมกันและต้องการการบำบัดควบคู่กันอย่างเร่งด่วนที่สุด

ครอบครัวจะสังเกตได้อย่างไรว่าบุคคลที่เป็นที่รักอาจมีโรคร่วมทางจิตเวช?

การสังเกตความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาง่ายและรวดเร็วขึ้น สัญญาณเตือนที่ญาติสามารถสังเกตได้มักสะท้อนผ่านพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้

  • มีการแยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวเงียบ ไม่พูดคุยกับคนในบ้าน และหมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบทำอย่างเห็นได้ชัด
  • อารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ หรือมีอาการหวาดระแวงกลัวคนมาทำร้าย
  • รูปแบบการนอนและการรับประทานอาหารผิดปกติไปอย่างมาก เช่น นอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน หรือนอนมากผิดปกติ
  • แม้จะไม่ได้ใช้สารเสพติดแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่อารมณ์เศร้าหมองหรือความกังวลก็ยังคงไม่หายไป กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

การเสริมสร้างแรงจูงใจและการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

การชักชวนให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคร่วมทางจิตเวชยอมรับการรักษามักเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับญาติ หลายครั้งที่ผู้ป่วยมักจะปฏิเสธหรือต่อต้าน การใช้คำพูดประณาม ตำหนิ หรือต่อว่า จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไร้ค่าและเตลิดหนีห่างออกไป การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) จึงเป็นกุญแจสำคัญ เริ่มต้นด้วยการรับฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่ตัดสิน ปล่อยให้พวกเขาได้ระบายความอึดอัดใจ แสดงให้เห็นว่าครอบครัวรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พวกเขาซ่อนไว้ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลใจหรือความเศร้าที่เกาะกินจิตใจ การรับฟังจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

การเสริมแรง (Empowerment) ด้วยการชื่นชมในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ป่วยทำได้ดี การให้ความหวังว่าโรคเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ และยืนยันว่าครอบครัวจะคอยเคียงข้างสนับสนุนเสมอ จะช่วยทลายกำแพงในใจของผู้ป่วยได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกทอดทิ้ง แรงจูงใจในการอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองและยินยอมเข้ารับการรักษาที่ศูนย์บำบัดจิตเวชก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ก้าวแรกสู่การฟื้นฟู เริ่มต้นด้วยความเข้าใจและกำลังใจ

การต่อสู้กับโรคร่วมทางจิตเวช ทั้งภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล และการติดสารเสพติด ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ แต่เป็นเส้นทางที่สามารถก้าวผ่านไปได้อย่างแน่นอนหากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง การมองเห็นว่าพฤติกรรมก้าวร้าว การแยกตัว หรือการกลับไปใช้ยาซ้ำของผู้ป่วยนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากจิตใจที่แตกสลาย จะช่วยให้ครอบครัวเปลี่ยนจากความโกรธมาเป็นความเข้าใจ การบำบัดรักษาในศูนย์บำบัดจิตเวชที่พร้อมดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์แบบองค์รวม จะช่วยคืนชีวิตใหม่และอนาคตที่สดใสให้กับผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืน ขอเพียงครอบครัวไม่หมดหวังและจับมือกันก้าวเข้าสู่กระบวนการรักษา ความรักและความเห็นอกเห็นใจจากครอบครัวคือเข็มทิศนำทางที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ผู้ป่วยค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกครั้งและก้าวเดินต่อไปในสังคมได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

โทร : 02-028-7775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
ที่ตั้ง : 99/1 Moo 6, Tambon Srichula, Muang, Nakornnayok 26000 Thailand (Only 1-hour drive from Bangkok)
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00

ดูขั้นตอนการบำบัด 4 ระยะ และรักษานานแค่ไหน ›