เมื่อลูกติดสารเสพติด พ่อแม่ควรช่วยแค่ไหน ไม่ให้ความรักกลายเป็น “การตามใจ”

การรับรู้ว่าบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะบุตรหลานกลายเป็นผู้ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติด เช่น ติดการพนัน หรือติดเกมส์ นับเป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ใจอย่างมากสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ตามสัญชาตญาณแล้วครอบครัวย่อมต้องการปกป้องดูแล และไม่อยากเห็นบุตรหลานต้องเผชิญกับความยากลำบาก จึงมักจะเข้าไปช่วยเหลือและตามแก้ไขปัญหาให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในหลายกรณี ความปรารถนาดีเหล่านั้นอาจกลายเป็นผลเสียที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวเอง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยเหลือด้วยความรักกับการตามใจที่ส่งผลเสีย พร้อมทั้งแนะนำแนวทางและวิธีตั้งขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวสามารถรับมือ และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง
เข้าใจความแตกต่างระหว่างความรักกับการช่วยเหลือเกินขอบเขต
ความรักของครอบครัวเป็นพลังบวกที่สำคัญในการสนับสนุนให้ผู้ใช้สารเสพติดกลับมามีชีวิตที่ปกติได้ แต่เมื่อมีเรื่องของสารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง สารเหล่านี้จะเข้าไปปรับเปลี่ยนการทำงานของสมอง ทำให้ผู้ป่วยมุ่งความสนใจไปที่การหาสิ่งเสพติดมาตอบสนองความต้องการ จนละเลยความรับผิดชอบและผลกระทบที่จะตามมา ในจุดนี้เองที่ความช่วยเหลือของครอบครัวอาจกลายเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว
พฤติกรรมลักษณะนี้เรียกว่า การช่วยเหลือเกินขอบเขต ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลรอบข้างเข้าไปรับผิดชอบ หรือตามแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการกระทำของผู้ใช้สารเสพติดแทนตัวผู้ป่วยเอง การกระทำเหล่านี้แม้จะมาจากความหวังดีที่ไม่อยากให้ลูกได้รับความเดือดร้อน หรือไม่อยากให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การกระทำดังกล่าวคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า ไม่ว่าตนเองจะทำผิดพลาดมากเพียงใดก็จะมีคนคอยรับผิดชอบแทนเสมอ ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเข้ารับการบำบัด
พฤติกรรมที่เข้าข่ายการช่วยเหลือเกินขอบเขต
หลายครั้งที่ครอบครัวอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนเองปฏิบัตินั้น กำลังส่งผลเสียต่อผู้ป่วยในทางอ้อม พฤติกรรมที่เข้าข่ายการให้ความช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น
- การให้เงินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: เป็นสถานการณ์ที่พบได้บ่อยที่สุด พ่อแม่มักยอมให้เงินเมื่อลูกมาขอร้องหรือแสดงความไม่พอใจ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากมีปัญหาขัดแย้ง หรือคาดหวังว่าจะเป็นการให้ครั้งสุดท้าย แต่ในความเป็นจริง การให้เงินคือการสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถนำไปใช้กับสารเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง
- การใช้หนี้แทน: ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมไปซื้อสารเสพติด หรือหนี้สินจากการเล่นการพนัน การที่ครอบครัวเข้าไปจัดการจ่ายหนี้ให้ทั้งหมด จะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบทางการเงินที่ตนเองก่อขึ้น และมักจะกลับไปสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้นในอนาคต
- การปกปิดความผิดและให้เหตุผลแทน: การพยายามปกป้องผู้ป่วยด้วยการแจ้งลางานให้โดยอ้างว่าป่วย ทั้งที่จริงแล้วเกิดจากผลกระทบของการใช้สารเสพติด หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงแก่บุคคลภายนอก เพื่อปกปิดพฤติกรรมของผู้ป่วย
- การช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย: เมื่อผู้ป่วยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือถูกดำเนินคดี ครอบครัวมักพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ เช่น การประกันตัวหรือการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องรับโทษ การช่วยเหลือลักษณะนี้จะทำให้ผู้ป่วยไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของพฤติกรรมตนเองและไม่เกรงกลัวต่อผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งในบางกรณีกระบวนการทางกฎหมายอาจเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ผู้ป่วยต้องเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง
ผลกระทบของการให้ความช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วย
การให้ความช่วยเหลือผู้ใช้สารเสพติดอย่างไม่เหมาะสม จะทำให้ระยะเวลาในการตัดสินใจเข้ารับการบำบัดของผู้ป่วยล่าช้าออกไป และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคร่วมทางจิตเวช (Psychiatric Comorbidity) ตามมา เช่น ภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือมีอาการทางจิต ซึ่งเมื่อมีโรคร่วมทางจิตเวชเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการใช้สารเสพติด การรักษาก็จะมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานขึ้น
การที่ครอบครัวคอยรับผิดชอบปัญหาแทนทุกครั้ง ทำให้ผู้ป่วยขาดทักษะในการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ผู้ป่วยก็จะอยู่ในสภาวะการใช้สารเสพติดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การหยุดพฤติกรรมช่วยเหลือที่ผิดวิธีจึงไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่เป็นการให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้จากผลของการกระทำ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เขาตระหนักถึงปัญหาของตนเอง
วิธีตั้งขอบเขต เพื่อเปลี่ยนความรักเป็นการผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คอยแก้ไขปัญหา มาเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการรักษานั้น ต้องอาศัยความเข้มแข็งทางจิตใจของสมาชิกในครอบครัวอย่างมาก วิธีตั้งขอบเขตที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติดังนี้
- สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วยความสงบ: พูดคุยกับผู้ป่วยในขณะที่เขามีสติสัมปชัญญะปกติ แจ้งให้เขารับรู้ถึงความรักและความห่วงใยที่ครอบครัวมีให้ แต่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการสนับสนุนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดอีกต่อไป
- ยุติการสนับสนุนทางการเงินทุกรูปแบบ: ต้องหยุดการให้เงินและการใช้หนี้แทนอย่างเด็ดขาด หากผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ ให้เปลี่ยนจากการให้เป็นตัวเงินมาเป็นการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแทน เช่น อาหาร หรือยารักษาโรคทั่วไป
- ปล่อยให้ผู้ป่วยเผชิญผลกระทบด้วยตนเอง: หากผู้ป่วยตื่นสายจนไปทำงานไม่ได้ ครอบครัวไม่ควรเข้าไปจัดการลางานให้ หากผู้ป่วยทำสิ่งของเสียหาย ต้องให้เขารับผิดชอบจัดการด้วยตนเอง การปล่อยให้ผู้ป่วยได้รับผลจากการกระทำ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นปัญหา
- เสนอทางเลือกในการบำบัดรักษา: เมื่อผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ ให้ครอบครัวยืนยันในทางเลือกเดียวคือ การพาไปปรึกษาแพทย์หรือเข้ารับการฟื้นฟู หากผู้ป่วยปฏิเสธ ครอบครัวก็ต้องปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่นเดียวกัน
คำถามที่พบบ่อยในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้สารเสพติดในครอบครัว
ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของครอบครัวเพื่อรับมือกับผู้ป่วย มักจะมีข้อสงสัยหรือสถานการณ์ที่สร้างความกังวลใจ ซึ่งสามารถอธิบายและรับมือได้ดังนี้
คำถาม: จะปฏิเสธอย่างไรเมื่อผู้ป่วยมาขอเงินและมีอารมณ์รุนแรง
คำตอบ: ให้ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่ปกติ สั้น และชัดเจน หลีกเลี่ยงการอธิบายเหตุผลที่ยาวเกินไป เนื่องจากผู้ป่วยที่กำลังต้องการสารเสพติดมักไม่มีความพร้อมในการรับฟังเหตุผล ให้ยืนยันในกฎที่ครอบครัวตั้งไว้ หากสถานการณ์เริ่มตึงเครียดหรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ให้สมาชิกในครอบครัวหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และออกจากบริเวณนั้นเพื่อลดความขัดแย้ง
คำถาม: หากหยุดช่วยแก้ไขปัญหา กลัวว่าผู้ป่วยจะเครียดและไปทำร้ายตัวเอง ควรทำอย่างไร
คำตอบ: ความกังวลนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ครอบครัวสามารถแสดงความห่วงใยได้ด้วยการรับฟังความรู้สึกของผู้ป่วยอย่างตั้งใจ ทำให้เขารับรู้ว่าครอบครัวเข้าใจถึงความเครียดที่เกิดขึ้น แต่ต้องยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุด คือการให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาดูแล หากผู้ป่วยมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง ควรติดต่อสายด่วนฉุกเฉินทางการแพทย์หรือพาส่งโรงพยาบาลทันที แทนการยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของผู้ป่วย
คำถาม: ผู้ป่วยสัญญาว่าจะเลิกด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปศูนย์บำบัด สามารถเชื่อถือได้หรือไม่
คำตอบ: สารเสพติดส่งผลกระทบต่อระบบสมองส่วนความคิดและการตัดสินใจ คำสัญญาที่เกิดขึ้นมักเป็นความตั้งใจในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อร่างกายและสมองมีความต้องการสารเสพติด ผู้ป่วยมักไม่สามารถควบคุมตนเองได้ การหยุดใช้สารเสพติดอย่างปลอดภัยและป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำด้วยตนเองเป็นสิ่งที่ดีและควรได้รับการสนับสนุน แต่หากผู้ป่วยให้การสัญญาเพียงเพราะต้องการตัดปัญหา หรือเพื่อผลประโยชน์อื่นๆ จะมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาโดยอาศัยกระบวนการทางการแพทย์ การปรับเปลี่ยนความคิด และการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างถูกต้อง ครอบครัวจึงควรสนับสนุนให้เข้ารับการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าการพึ่งพาความตั้งใจของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว
การดูแลบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติด เป็นหน้าที่ที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจ ความอดทน และวิธีการที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ การลดละเลิกการช่วยเหลือเกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการให้เงิน การใช้หนี้แทน หรือการปกปิดความผิด ไม่ใช่การแสดงความไม่ใส่ใจหรือการทอดทิ้ง แต่เป็นวิธีตั้งขอบเขตที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยหยุดยั้งพฤติกรรมเสพติด การปล่อยให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง จะเป็นแรงผลักดันให้เขายอมรับว่าตนเองมีปัญหา และยินยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา
ครอบครัวสามารถปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดเสพติดและโรคร่วมทางจิตเวช เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการประเมินอาการ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ และการฝึกทักษะชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม
ข้อมูลติดต่อ day one rehabilitation center
โทร : 02-028-7775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA
ที่ตั้ง 99/1 หมู่ 6 ตำบล ศรีจุฬา อำเภอ เมืองนครนายก จังหวัด นครนายก 26000
เวลาทำการ จันทร์ - อาทิตย์: 9.00 -17.00
