โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

“ไม่ได้ติด เลิกเมื่อไหร่ก็ได้” ทำอย่างไรเมื่อคนใช้สารเสพติดยังไม่ยอมรับปัญหา

“ไม่ได้ติด เลิกเมื่อไหร่ก็ได้” ทำอย่างไรเมื่อคนใช้สารเสพติดยังไม่ยอมรับปัญหา

“ไม่ได้ติด เลิกเมื่อไหร่ก็ได้” ประโยคที่สร้างความหนักใจและบั่นทอนความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนรัก เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คนในครอบครัวมีการใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติด เช่น ติดการพนัน ติดเกมส์ การได้ยินประโยคนี้ซ้ำๆ มักทำให้ครอบครัวรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ในหลายครั้งความพยายามที่จะตักเตือนด้วยความเป็นห่วงกลับกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งที่สร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ให้แย่ลงไปอีก บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมผู้ที่ใช้สารเสพติดถึงปฏิเสธว่ามีปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การโกหกหน้าตาย แต่เป็นผลกระทบจากการทำงานของระบบสมองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีคุยกับผู้ใช้สารเสพติดอย่างสร้างสรรค์ และวิธีโน้มน้าวให้เขาเปิดใจรับการรักษา เพื่อให้ครอบครัวสามารถเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพาคนที่คุณรักก้าวผ่านวิกฤตและกลับมามีชีวิตที่สดใสได้อีกครั้ง

ทำไมผู้ใช้สารเสพติดถึงปฏิเสธว่ามีปัญหา? เข้าใจกลไกสมองของการเสพติด

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่อหลักฐานพฤติกรรมชัดเจนขนาดนี้ผู้ใช้สารเสพติดก็ยังคงไม่ยอมรับว่าติด สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากนิสัยการโกหกหลอกลวงหรือการเป็นผู้ใช้สารเสพติดไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสารเสพติดหรือพฤติกรรมเสพติดได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง สมองของเรามีระบบที่เรียกว่าสมองส่วนที่ควบคุมความสุขและการให้รางวัล (Reward system) และสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่คิดวิเคราะห์หาเหตุผลและควบคุมการยับยั้งชั่งใจ เมื่อสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายสมองส่วนความสุขจะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่คิดอย่างมีเหตุผลจะทำงานลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ผู้ที่ใช้สารเสพติดสูญเสียความสามารถในการประเมินผลเสียที่ตามมา ทำให้พวกเขามองไม่เห็นปัญหาหรือความพินาศที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเองและคนรอบข้าง

นอกจากนี้ยังมีกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตใจ (Defense mechanism) ที่ทำให้ผู้ใช้สารเสพติดสร้างข้ออ้างขึ้นมาหลอกตัวเองว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดหรือความละอายใจที่ต้องยอมรับความจริง มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีปัญหาการเสพติดส่วนใหญ่มักจะผ่านระยะของการปฏิเสธความจริงก่อนที่จะเริ่มรู้ตัวและต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นการที่พวกเขาปฏิเสธว่ามีปัญหาจึงเป็นอาการหนึ่งของความผิดปกติในสมองที่ถูกสารเสพติดทำลายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่เพียงแค่ความตั้งใจที่จะต่อต้านหรือท้าทายครอบครัว

สัญญาณเตือนที่บอกว่าการ “เลิกเมื่อไหร่ก็ได้” ไม่มีอยู่จริง

แม้ปากจะบอกว่าควบคุมได้และไม่ได้ติด แต่ครอบครัวสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เป็นสัญญาณเตือนว่าพฤติกรรมการเสพติดกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและลุกลามจนเกินกว่าที่ผู้ใช้สารเสพติดจะจัดการได้ด้วยตนเอง โดยสามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  • การละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบ: เริ่มขาดเรียน ขาดงาน ทำผลงานได้แย่ลง หรือไม่สนใจงานอดิเรกและสิ่งที่เคยให้ความสำคัญในอดีต
  • การแยกตัวจากสังคม: เก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง ปิดประตูล็อกเงียบ หลีกเลี่ยงการพบปะครอบครัวและเพื่อนฝูงกลุ่มเดิม และอาจเปลี่ยนไปคบหากลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสพติดเหมือนกัน
  • ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ: มีอารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หรือมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และในบางรายอาจเริ่มมีอาการทางจิต (Psychiatric symptoms) เช่น หวาดระแวง หูแว่ว หรือเห็นภาพหลอนร่วมด้วย
  • ปัญหาด้านการเงิน: มีการใช้จ่ายเงินอย่างผิดปกติ ยืมเงินคนรอบข้างบ่อยครั้ง โกหกเรื่องค่าใช้จ่าย หรือร้ายแรงถึงขั้นนำทรัพย์สินในบ้านไปขายเพื่อนำเงินมาสนองความต้องการของตนเอง
  • มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย: เช่น ขับรถขณะมึนเมา มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือมีพฤติกรรมรุนแรงที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่น

วิธีคุยกับผู้ใช้สารเสพติดโดยไม่ให้เกิดการทะเลาะ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัว

การสื่อสารคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์และดึงพวกเขากลับมา วิธีคุยกับผู้ใช้สารเสพติดที่ได้ผลดีที่สุดไม่ใช่การด่าทอ บังคับ หรือข่มขู่ เพราะการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้ผู้ที่ปฏิเสธว่ามีปัญหาเกิดการต่อต้านและปิดใจหนีห่างออกไปอีก แต่ควรเป็นการสื่อสารที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพื่อสร้างความไว้วางใจ

  • เลือกเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงการพูดคุยขณะที่ผู้ใช้สารเสพติดกำลังอยู่ในอาการมึนเมาสารเสพติดหรือกำลังมีอารมณ์ฉุนเฉียว ควรรอให้เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และเลือกสถานที่ที่เป็นส่วนตัว สงบ ปราศจากสิ่งรบกวน เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยและพร้อมที่จะรับฟัง
  • ใช้การสื่อสารแบบบอกความรู้สึกของตนเอง (I-Message): แทนที่จะใช้คำพูดโจมตีหรือกล่าวโทษด้วยประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "คุณ" หรือ "ทำไม" เช่น "ทำไมถึงทำตัวแย่แบบนี้" ให้เปลี่ยนมาเป็นการบอกความรู้สึกของคนเป็นครอบครัว เช่น "แม่รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของลูกมากที่เห็นลูกนอนไม่หลับและผอมลงไปเยอะ" การพูดแบบนี้จะช่วยลดความรู้สึกถูกต้อนให้จนมุมและทำให้ผู้ใช้สารเสพติดรับรู้ได้ถึงความรัก
  • รับฟังอย่างตั้งใจและไม่ตัดสิน: เปิดโอกาสให้เขาได้พูดถึงความรู้สึกหรือปัญหาในใจของเขาโดยไม่ขัดจังหวะ ไม่รีบสั่งสอน หรือด่วนตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นผิด การรับฟังอย่างลึกซึ้งจะทำให้เขารู้สึกว่าครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถพึ่งพาได้จริง
  • ควบคุมอารมณ์ของตนเองให้มั่นคง: ญาติอาจรู้สึกโกรธหรือเสียใจกับพฤติกรรมที่ผ่านมา แต่การแสดงอารมณ์รุนแรงตอบโต้กลับไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง การใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจะช่วยให้การสนทนาดำเนินต่อไปได้ด้วยเหตุผลและนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่า

วิธีโน้มน้าวและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้สารเสพติดเปิดใจยอมรับการบำบัดรักษา

เมื่อการสื่อสารเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือการใช้วิธีโน้มน้าวให้พวกเขายอมรับความช่วยเหลือและก้าวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาฟื้นฟูอย่างเต็มใจ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ศิลปะและความอดทนอย่างมาก

  • ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในชีวิตที่หายไป: ชวนคุยถึงความฝันหรือเป้าหมายที่เขาเคยมีในอดีต เช่น อยากเรียนจบ อยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากสร้างครอบครัวที่อบอุ่น แล้วค่อยๆ ตะล่อมให้เขาประเมินด้วยตนเองว่าสถานการณ์การใช้สารเสพติดในปัจจุบันกำลังเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายเหล่านั้นอย่างไร เพื่อกระตุ้นความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีกลับคืนมา (Empowerment)
  • เสนอทางเลือก ไม่ใช่การบังคับสั่งการ: การยื่นคำขาดมักทำให้ผู้ที่ไม่ยอมรับว่าติดเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ให้ลองเสนอทางเลือกที่นุ่มนวลในการรักษา เช่น ชวนไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจค่าตับ ค่าไต หรือการปรึกษานักจิตวิทยาเกี่ยวกับความเครียดก่อน เพื่อลดกำแพงความกลัวในการถูกตีตราว่าเป็นผู้ใช้สารเสพติด
  • เน้นย้ำถึงการรักษาโรคร่วมทางจิตเวช: ในหลายกรณีผู้ใช้สารเสพติดอาจมีปัญหาด้านสุขภาพจิตร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า หรืออาการทางจิตถาวร การชักชวนให้ไปรักษาอาการนอนไม่หลับ ความเครียด หรือความวิตกกังวล อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขายอมเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอาการทางจิตและนำไปสู่กระบวนการบำบัดสารเสพติดในที่สุดอย่างแนบเนียน
  • แนะนำศูนย์บำบัดที่เข้าใจและให้เกียรติ: อธิบายให้ผู้ใช้สารเสพติดเข้าใจว่าการไปศูนย์บำบัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การพาคนรักมาเข้ารับการบำบัดที่ day one rehabilitation center จะเป็นการให้เขาได้อยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์และพยาบาลวิชาชีพ ที่เน้นการรักษาที่ต้นเหตุ ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด
  • ให้กำลังใจและยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างเสมอ: ทำให้เขามั่นใจว่าการตัดสินใจเข้ารับการบำบัดไม่ใช่การถูกนำไปทิ้ง แต่เป็นก้าวที่กล้าหาญและเป็นก้าวสำคัญที่ครอบครัวจะคอยสนับสนุน จับมือเดินผ่านทุกความยากลำบากไปด้วยกันเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการสื่อสารกับผู้ที่มีปัญหาการเสพติด

คำถาม: ควรทำอย่างไรเมื่อพยายามพูดคุยแล้วแต่เขายังคงปฏิเสธว่ามีปัญหาและเดินหนี?

คำตอบ: หากผู้ใช้สารเสพติดอารมณ์เสียและเดินหนี ไม่ควรวิ่งตามต้อนหรือพยายามบังคับให้คุยให้รู้เรื่องในตอนนั้น ให้ปล่อยให้เขามีพื้นที่ส่วนตัวไปก่อน เมื่อสถานการณ์สงบลงและอารมณ์เย็นลงทั้งสองฝ่ายจึงค่อยหาโอกาสพูดคุยใหม่ โดยอาจเริ่มจากการแสดงความห่วงใยในเรื่องอื่นที่เป็นรูปธรรมและเห็นชัดเจน เช่น เรื่องสุขภาพร่างกาย อาการอ่อนเพลีย แทนการเจาะจงไปที่พฤติกรรมการใช้สารเสพติดโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดการป้องกันตัวลงได้

คำถาม: มีวิธีรับมืออย่างไรหากญาติรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหมดแรงและเครียดจากการดูแลผู้ใช้สารเสพติด?

คำตอบ: ครอบครัวต้องตระหนักเสมอว่าการดูแลคนอื่นได้ดีต้องเริ่มจากการดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองก่อน การหาที่ปรึกษา เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือกลุ่มสนับสนุนครอบครัวของผู้ใช้สารเสพติด จะช่วยให้ญาติมีพื้นที่ระบายความเครียดและได้รับคำแนะนำทางจิตวิทยาที่ถูกต้อง เพราะหากผู้ดูแลหมดพลังหรือล้มลง ผู้ใช้สารเสพติดก็จะขาดที่พึ่งสำคัญในการประคับประคองชีวิตไปโดยปริยาย

คำถาม: สามารถพาผู้ใช้สารเสพติดมารับการประเมินที่ศูนย์บำบัดโดยที่เขายังไม่พร้อมเลิกเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่?

คำตอบ: สามารถทำได้และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง การพาผู้ใช้สารเสพติดมาพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินอาการเบื้องต้น มักจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้สารเสพติดเกิดความตระหนักรู้ได้ดีกว่าการที่ญาติพยายามโน้มน้าวเพียงลำพัง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจะมีเทคนิคในการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing) ที่ช่วยทลายกำแพงในใจของผู้ใช้สารเสพติด ทำให้เขามองเห็นปัญหาของตนเองและยอมรับการรักษาในที่สุด

บทสรุป

การรับมือกับผู้ที่ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมเสพติดที่ยังคงปฏิเสธว่ามีปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเข้าใจข้อมูลทางการแพทย์และวิธีการสื่อสารที่ถูกต้อง ครอบครัวจำเป็นต้องตระหนักว่าอาการไม่ยอมรับว่าติดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสมองไม่ใช่เพียงแค่นิสัยส่วนตัว การนำวิธีคุยกับผู้ใช้สารเสพติดที่เน้นความเห็นอกเห็นใจมาใช้จะช่วยลดการต่อต้านและลดความขัดแย้งในบ้านได้ การให้ข้อมูลและวิธีโน้มน้าวอย่างมีขั้นตอน เช่น การชวนไปตรวจสุขภาพทั่วไปหรือการปรึกษาเรื่องความเครียด จะช่วยให้ผู้ใช้สารเสพติดเปิดใจรับความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือครอบครัวไม่จำเป็นต้องจัดการปัญหานี้เพียงลำพัง การพาผู้ใช้สารเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่ได้มาตรฐานและมีการดูแลโรคร่วมทางจิตเวชอย่างถูกวิธีโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้ผู้ใช้สารเสพติดสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงในระยะยาว

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

ข้อมูลติดต่อ day one rehabilitation center

โทร : 02-028-7775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA

ที่ตั้ง 99/1 หมู่ 6 ตำบล ศรีจุฬา อำเภอ เมืองนครนายก จังหวัด นครนายก 26000 

เวลาทำการ จันทร์ - อาทิตย์: 9.00 -17.00

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00

ดูขั้นตอนการบำบัด 4 ระยะ และรักษานานแค่ไหน ›