โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

อาการทางจิตจากยาเสพติด กับ อาการทางจิตถาวร ต่างกันอย่างไร สังเกตได้จากอะไรบ้าง?

อาการทางจิตจากยาเสพติด กับ อาการทางจิตถาวร ต่างกันอย่างไร สังเกตได้จากอะไรบ้าง?

เมื่อคนที่เรารักและเคยผูกพันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลายเป็นคนที่มีความหวาดระแวง แยกตัวออกจากสังคม หรือมีพฤติกรรมแปลกไปจนเหมือนเป็นคนละคน ครอบครัวย่อมเกิดความสับสนและเป็นกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดหรือพฤติกรรมเสพติดต่างๆ การทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองและจิตใจของผู้ป่วยคืออะไร ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือให้พวกเขากลับมามีชีวิตที่ปกติสุขอีกครั้ง หลายครอบครัวมักมีคำถามและข้อสงสัยว่า อาการผิดปกติที่แสดงออกมานั้นเป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราว หรือผู้ป่วยกำลังเผชิญกับอาการเจ็บป่วยทางจิตเวชที่รุนแรงกว่านั้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดและอาการทางจิตถาวร เพื่อเป็นแนวทางให้ครอบครัวสามารถรับมือและนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

สัญญาณเตือนเมื่อสารเสพติดเริ่มส่งผลกระทบต่อสมอง

สารเสพติดแทบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาบ้า ไอซ์ กัญชา หรือแม้แต่แอลกอฮอล์ ล้วนมีฤทธิ์เข้าไปเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง โดยเฉพาะสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ ความคิด และการรับรู้ เมื่อมีการใช้สารเหล่านี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป สมองจะสูญเสียสมดุลและเริ่มแสดงสัญญาณเตือนที่น่ากังวลออกมา อาการที่พบได้บ่อยและสร้างความตกใจให้กับครอบครัวมากที่สุดคือ อาการหูแว่ว ซึ่งผู้ป่วยจะได้ยินเสียงคนพูดคุย เสียงสั่งการ หรือเสียงข่มขู่ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเห็นภาพหลอน หรือมีความเชื่อที่ผิดแปลกไปจากความเป็นจริง เช่น เกิดความหวาดระแวงอย่างรุนแรงว่าจะมีคนมาทำร้าย ระแวงว่าคนในครอบครัวจะวางยา หรือคิดว่าตนเองถูกสะกดรอยตาม อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกลัวและอาจนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือการแยกตัวออกจากสังคมได้อย่างชัดเจน

อาการทางจิตจากการใช้สารเสพติด (Substance-Induced Psychosis) คืออะไร?

อาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นโดยตรงจากฤทธิ์ของสารที่เข้าสู่ร่างกาย ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในขณะที่กำลังเมายา หรือในระยะที่ร่างกายกำลังเกิดภาวะถอนยา อาการที่แสดงออกมักมีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้ความเป็นจริง มีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน และมีความหวาดระแวงอย่างมาก สิ่งที่สำคัญคืออาการเหล่านี้มักจะเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่มีการใช้สารเสพติดอย่างชัดเจน ในทางทฤษฎีแล้ว หากผู้ป่วยหยุดการใช้สารเสพติดและร่างกายสามารถขับสารพิษออกไปได้หมด อาการทางจิตเหล่านี้ก็มักจะค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปในที่สุด แต่ในความเป็นจริง การปล่อยให้ผู้ป่วยเผชิญกับภาวะนี้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อาจนำไปสู่อันตรายที่คาดไม่ถึงได้

ความแตกต่างระหว่างอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดและอาการทางจิตถาวร

แม้ว่าอาการที่แสดงออกภายนอกอย่างการมีหูแว่วหรือความหวาดระแวงจะดูคล้ายคลึงกันมากจนยากที่จะแยกแยะด้วยตาเปล่า แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดและอาการทางจิตถาวร มีความแตกต่างกันในหลายมิติ ซึ่งจิตแพทย์จะต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง โดยสามารถแบ่งข้อแตกต่างหลักๆ ได้ดังนี้

1. สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น

อาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดมีสาเหตุหลักมาจากการรับสารเคมีภายนอกเข้าไปรบกวนการทำงานของสมอง อาการจะเกิดขึ้นสัมพันธ์กับการใช้ยาอย่างชัดเจน ในขณะที่อาการทางจิตถาวรเป็นโรคทางจิตเวชเรื้อรังที่มีสาเหตุซับซ้อนกว่านั้น มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโครงสร้างสมอง พันธุกรรม และความสมดุลของสารเคมีในสมองที่ผิดปกติมาตั้งแต่ต้น โดยอาจไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระตุ้นจากการใช้สารเสพติด อาการก็สามารถกำเริบขึ้นมาได้เอง

2. ระยะเวลาของการเกิดอาการ

จุดสังเกตที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือระยะเวลาของอาการ หากเป็นอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติด อาการมักจะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อสารเสพติดหมดฤทธิ์หรือเมื่อเข้าสู่กระบวนการถอนพิษยา แต่สำหรับอาการทางจิตถาวร อาการมักจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ อาจเริ่มจากการแยกตัว เก็บตัว ไม่ดูแลตัวเอง แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาไปสู่อาการหูแว่วหรือหวาดระแวง และอาการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นระยะเวลานานกว่าหกเดือนขึ้นไปแม้จะไม่มีการใช้สารเสพติดเลยก็ตาม อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เกิดอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง สมองจะเกิดความเสียหายถาวรและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒนาไปเป็นอาการทางจิตถาวรอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ประเด็นข้อสงสัย อาการหูแว่วหรือหวาดระแวงจะหายไปหรือไม่เมื่อหยุดยา?

หนึ่งในคำถามที่ครอบครัวมักสงสัยและเป็นกังวลมากที่สุดคือ หากผู้ป่วยหยุดใช้สารเสพติดแล้ว อาการทางจิตต่างๆ จะหายขาดหรือไม่

คำตอบคือ ในกรณีที่สมองยังไม่เกิดความเสียหายอย่างถาวร เมื่อผู้ป่วยได้รับการถอนพิษยาและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี อาการหูแว่ว ภาพหลอน และความหวาดระแวงสามารถทุเลาลงและหายไปได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากผู้ป่วยกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ อาการทางจิตเหล่านี้จะกลับมาอย่างรวดเร็วและมักจะรุนแรงกว่าเดิม นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติดรุนแรงต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน บางรายอาจเกิดภาวะอาการทางจิตถาวรที่ถูกกระตุ้นถาวร ซึ่งในกรณีนี้แม้ยาจะหมดฤทธิ์ไปแล้ว แต่อาการทางจิตก็จะไม่หายไปและจำเป็นต้องใช้ยารักษาทางจิตเวชควบคู่ไปตลอดชีวิต

ความจำเป็นในการได้รับการประเมินจากจิตแพทย์อย่างเร่งด่วน

เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทางจิต ไม่ว่าจะเป็นจากสารเสพติดหรือเป็นความผิดปกติทางจิตที่แฝงอยู่ การนำผู้ป่วยเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเร่งด่วนคือสิ่งที่ครอบครัวต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ในระยะสั้น อาการหวาดระแวงและภาพหลอนจะทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในความกลัวอย่างสุดขีด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เขาตัดสินใจทำร้ายผู้อื่นเพื่อป้องกันตัวจากภาพหลอนที่ตนเองเชื่อว่าเป็นความจริง หรือร้ายแรงถึงขั้นนำไปสู่ความพยายามในการทำร้ายตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ครอบครัวต้องรู้คือ อาการทางจิตจากการเสพยา ไม่ใช่แค่ฤทธิ์ยาชั่วคราวที่เดี๋ยวก็หาย แต่เป็น "สัญญาณเตือนอันตรายระดับรุนแรง" ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒนาไปสู่ "โรคจิตเภท" (Schizophrenia) หรืออาการป่วยทางจิตแบบถาวรในอนาคต หากตรวจพบสัญญาณนี้และรีบรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ สมองอาจยังมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเป็นปกติได้ แต่ในทางกลับกัน ยิ่งปล่อยไว้นาน หรือยิ่งปล่อยให้ผู้ป่วยหวนกลับไปใช้ยาจนเกิดอาการหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โอกาสที่สมองจะเสียหายจนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่เกิดอาการ จิตแพทย์มีเครื่องมือและวิธีการทางการแพทย์ในการวินิจฉัยแยกโรค รวมถึงสามารถให้ยาเพื่อควบคุมอาการทางจิตและลดความกระวนกระวายได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที ดังนั้น การรอคอยให้ผู้ป่วยสงบลงเองที่บ้าน จึงไม่ใช่แค่ความประมาท แต่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งต่อสวัสดิภาพของคนในบ้าน และต่ออนาคตทั้งชีวิตของผู้ป่วยเอง

วิธีการรับมือเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวและผู้ป่วย

การดูแลผู้ที่มีอาการทางจิตในระยะเริ่มต้นเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับครอบครัว การตอบสนองอย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจจะช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ ต่อไปนี้คือแนวทางเบื้องต้นในการรับมือ:

  • ตั้งสติและไม่แสดงความตื่นตระหนก: ผู้ป่วยที่กำลังหวาดระแวงจะไวต่ออารมณ์ของคนรอบข้าง การแสดงความกลัวหรือตกใจจะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ปลอดภัย ครอบครัวควรใช้ท่าทีที่สงบ น้ำเสียงนุ่มนวล และเว้นระยะห่างที่เหมาะสมไม่เข้าไปประชิดตัวผู้ป่วยกะทันหัน
  • หลีกเลี่ยงการโต้เถียงเรื่องความจริง: เมื่อผู้ป่วยบอกว่าได้ยินเสียงหูแว่วหรือมีความเชื่อที่หวาดระแวง ห้ามโต้เถียงหรือพยายามอธิบายว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นความจริง เพราะสำหรับผู้ป่วยแล้ว สิ่งที่เขารับรู้คือความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ใช้คำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ เช่น "รู้ว่าตอนนี้กำลังกลัวและกังวลมาก เราจะอยู่เป็นเพื่อนและช่วยดูแลความปลอดภัยให้"
  • จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย: ค่อยๆ นำสิ่งของมีคม อาวุธ เชือก หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกจากบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่โดยไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ: หากประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มก้าวร้าวหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่ควรพยายามจัดการด้วยกำลังเพียงลำพัง ให้รีบติดต่อทีมแพทย์ฉุกเฉินหรือศูนย์บำบัดรักษาที่เชี่ยวชาญเพื่อเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล

บทสรุปและก้าวแรกสู่การฟื้นฟู

การต้องเผชิญกับภาวะที่คนในครอบครัวมีอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติด หรือพบว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับอาการทางจิตถาวรและภาวะเสพติดร่วมด้วย เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวด แต่ขอให้เชื่อมั่นว่าครอบครัวไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้เพียงลำพัง การฟื้นฟูเยียวยาทั้งสมอง จิตใจ และพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริงหากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการทางจิตและพฤติกรรมเสพติดเปรียบเสมือนโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ การให้ความรัก ความเข้าใจ และการตัดสินใจพาผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษากับจิตแพทย์และทีมงานมืออาชีพ คือการมอบโอกาสครั้งใหม่ให้พวกเขาได้กลับมามีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขร่วมกับครอบครัวได้อีกครั้ง ความหวังยังคงอยู่เสมอเมื่อเรากล้าที่จะเริ่มต้นก้าวแรกของการรักษา

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

โทร : 020287775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
ที่ตั้ง: 99/1 Moo 6, Tambon Srichula, Muang, Nakornnayok 26000 Thailand (Only 1-hour drive from Bangkok)
แผนที่: https://www.dayonerehabcenter.com/map

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00

ดูขั้นตอนการบำบัด 4 ระยะ และรักษานานแค่ไหน ›