โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ทำไมคนใช้ยาเสพติด ยิ่งเสพ ยิ่งเพิ่มปริมาณ? เข้าใจภาวะดื้อยาและอาการถอนยา

ทำไมคนใช้ยาเสพติด ยิ่งเสพ ยิ่งเพิ่มปริมาณ? เข้าใจภาวะดื้อยาและอาการถอนยา

เมื่อคนใกล้ชิดตกอยู่ในวงจรของการเสพติด ทั้งสารเสพติด พนัน หรือเกม ญาติมักเกิดคำถามมากมายว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมหยุด ทำไมต้องเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นเรื่อยๆ และทำไมถึงทุรนทุรายจนต้องกลับไปสู่วงจรเดิมเมื่อพยายามจะเลิก หลายคนมักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยไม่มีความเข้มแข็งพอหรือเอาแต่ปฏิเสธปัญหา แต่ในความเป็นจริง การติดสารเสพติดคือภาวะความผิดปกติของระบบสมองที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งร่างกายและจิตใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่าเหตุใดความต้องการสารเสพติดจึงเพิ่มสูงขึ้น อาการทรมานจากการขาดสารเสพติดทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างไร รวมถึงชี้ให้เห็นความเสี่ยงร้ายแรงจากการพยายามเลิกแบบ "หักดิบ" ด้วยตนเอง และเหตุผลที่การดูแลโดยแพทย์จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด

ทำไมผู้ป่วยถึงต้องใช้สารเสพติดในปริมาณที่เพิ่มขึ้น? เข้าใจกลไกการดื้อยา

ครอบครัวหลายท่านอาจสังเกตเห็นว่าในช่วงแรกผู้ป่วยอาจใช้สารเสพติดในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับต้องใช้ในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆรวมถึงมีความถี่ในการใช้ที่บ่อยขึ้น ปรากฏการณ์นี้ในทางการแพทย์เรียกว่าภาวะดื้อยา (Tolerance) ซึ่งเป็นกลไกการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายและสมอง เมื่อสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายสารเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความรู้สึกสุขสบายหรือพึงพอใจอย่างรุนแรงแบบที่ผิดธรรมชาติ

เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติดซ้ำๆสมองจะเริ่มเรียนรู้และพยายามปรับสมดุลเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบประสาททำงานหนักเกินไป โดยการลดจำนวนตัวรับสารในสมองหรือลดการสร้างสารในสมองตามธรรมชาติลง ผลที่ตามมาคือเมื่อผู้ป่วยใช้สารเสพติดในปริมาณเท่าเดิมสมองจะไม่ตอบสนองด้วยความรู้สึกสุขสบายแบบเดิมอีกต่อไป ทำให้ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณสารเสพติดให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้สึกเดิม หรือในท้ายที่สุดผู้ป่วยหลายรายต้องใช้สารเสพติดเพียงเพื่อไม่ให้ตนเองรู้สึกทุกข์ทรมานหรือเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเท่านั้น มีงานวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของสมองนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและการดูแลอย่างถูกวิธีเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ดังนั้นการที่ผู้ป่วยหยุดยาไม่ได้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความตั้งใจแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของสมอง

เมื่อสารเคมีในสมองขาดหาย ทำความเข้าใจ "อาการขาดยาเสพติด" และภาวะถอนยา

เมื่อผู้ป่วยลดปริมาณการใช้สารเสพติดลงอย่างรวดเร็วหรือหยุดใช้สารเสพติดกะทันหัน ร่างกายและสมองที่เคยชินกับการมีสารเสพติดคอยกระตุ้นจะเกิดภาวะเสียสมดุลอย่างรุนแรง ภาวะนี้เรียกว่าการถอนยา (Withdrawal) ซึ่งจะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก อาการขาดยาเสพติดสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลักๆ ดังนี้

  • อาการถอนสารทางร่างกาย: อาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของสารเสพติดที่ใช้ แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องเสียอย่างรุนแรง มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เหงื่อออกมากแม้ในที่เย็น หนาวสั่น มีไข้ รวมถึงมีอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดกระดูกอย่างรุนแรงจนไม่สามารถอยู่นิ่งได้ อาการทางร่างกายเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดอย่างมากจนผู้ป่วยทนไม่ไหวและต้องกลับไปแสวงหาสารเสพติดมาใช้เพื่อบรรเทาอาการ
  • อาการถอนสารทางจิตใจ: นอกเหนือจากความเจ็บปวดทางกายแล้ว อาการทางจิตใจถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเลิกยามีความท้าทาย ผู้ป่วยจะมีภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก รู้สึกสิ้นหวัง หมดกำลังใจ มีภาวะวิตกกังวล (Anxiety) กระสับกระส่าย หรืออาจมีอาการตื่นตระหนก (Panic) โดยไม่มีสาเหตุ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่ใช้สารเสพติดบางชนิดเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอาการทางจิต เช่น มีความหวาดระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจพัฒนาไปสู่อาการทางจิตถาวรได้

อันตรายของการพยายาม เลิกเอง หรือการหักดิบที่ครอบครัวต้องระวัง

ด้วยความปรารถนาดีของครอบครัวที่อยากเห็นคนที่รักหลุดพ้นจากวงจรสารเสพติดโดยเร็ว หลายครอบครัวจึงเลือกใช้วิธีการบังคับให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาในทันทีหรือที่เรียกกันว่าการหักดิบ การพยายามเลิกเองที่บ้านโดยไม่มีการประเมินจากแพทย์ถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตของผู้ป่วย

การหักดิบสารเสพติดบางประเภทโดยเฉพาะกลุ่มแอลกอฮอล์หรือยานอนหลับสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะชักเกร็งกระตุกทั้งตัว ภาวะเพ้อสับสนรุนแรง อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ และอาจส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้อันตรายจากการหักดิบยังส่งผลร้ายแรงต่อสภาวะจิตใจ ผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับอาการขาดยาเสพติดอย่างรุนแรงโดยไม่มีตัวช่วยจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าลึกและอาจนำไปสู่การตัดสินใจทำร้ายตัวเองเพื่อหนีความทุกข์ทรมาน

ยิ่งไปกว่านั้นการพยายามเลิกเองแล้วล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังเป็นการทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไร้ค่าและไม่มีวันกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งเป็นการบั่นทอนแรงจูงใจในการรักษาในอนาคต ครอบครัวจึงควรทำความเข้าใจว่าการเลิกสารเสพติดอย่างปลอดภัยนั้นจำเป็นต้องมีกระบวนการทางการแพทย์เข้ามารองรับ

ทางออกที่ปลอดภัย ความสำคัญของการใช้ ยารักษาอาการถอน โดยแพทย์

กระบวนการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในการเลิกยาเสพติดคือการถอนพิษยา (Detoxification) ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของจิตแพทย์และทีมสหวิชาชีพในสถานพยาบาลหรือศูนย์บำบัดที่ได้มาตรฐาน การแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ปลอดภัยและสามารถลดความทุกข์ทรมานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำคัญของการเข้าสู่กระบวนการบำบัดทางการแพทย์มีดังนี้

  • การประเมินและวางแผนเฉพาะบุคคล: แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและประเมินสภาวะจิตใจเพื่อดูว่าผู้ป่วยมีการใช้สารเสพติดชนิดใด ปริมาณเท่าใด และมีโรคร่วมทางจิตเวชอื่นๆแทรกซ้อนอยู่หรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การใช้ยารักษาอาการถอนอย่างปลอดภัย: แพทย์จะพิจารณาให้ยารักษาอาการถอนเพื่อทดแทนสารเสพติดเดิมชั่วคราวและค่อยๆลดปริมาณลงอย่างเป็นระบบ หรือให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด คลื่นไส้ ใจสั่น รวมถึงยาปรับสมดุลสารเคมีในสมองเพื่อลดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงเวลาของการถอนยาไปได้อย่างราบรื่น ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และลดความทรมานได้อย่างมหาศาล
  • การดูแลสภาพจิตใจและป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ: นอกจากการให้ยาแล้ว ศูนย์บำบัดยังมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปราศจากสิ่งกระตุ้น มีนักจิตวิทยาและนักกิจกรรมบำบัดที่คอยให้คำปรึกษา ช่วยให้ผู้ป่วยได้ปรับเปลี่ยนความคิด เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดและอารมณ์ด้านลบเพื่อป้องกันไม่ให้หวนกลับไปใช้สารเสพติดอีก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลิกสารเสพติด (FAQ)

คำถาม: อาการขาดยาเสพติดจะมีความรุนแรงและคงอยู่นานแค่ไหน?

คำตอบ: ระยะเวลาและความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของสารเสพติด ปริมาณ และระยะเวลาที่ใช้มา โดยทั่วไปอาการถอนยาทางร่างกายมักจะรุนแรงที่สุดในช่วง 3-7 วันแรกหลังจากการหยุดใช้ยา หลังจากนั้นอาการทางร่างกายจะค่อยๆดีขึ้น แต่อาการทางจิตใจเช่นความซึมเศร้า วิตกกังวล หรือความอยากยาอาจคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การอยู่ในศูนย์บำบัดที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากในระยะยาว

คำถาม: หากผู้ป่วยมีความตั้งใจอยากเลิกเองที่บ้าน ครอบครัวควรสนับสนุนอย่างไร?

คำตอบ: ความตั้งใจของผู้ป่วยที่จะเลิกด้วยตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ซึ่งครอบครัวควรให้กำลังใจ ดูแล และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ความรุนแรงของอาการถอนยาจะขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และความถี่ของสารที่เคยใช้ หากผู้ป่วยทดลองหยุดยาด้วยตัวเองแล้วอาการถอนไม่รุนแรงและสามารถเลิกได้สำเร็จถือเป็นเรื่องที่ดีมาก อย่างไรก็ตาม หากเลิกแล้วมีอาการถอนยาที่รุนแรงจนทนไม่ไหว ครอบครัวควรแนะนำหรือพาไปพบแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันมียาที่ช่วยลดอาการถอนยา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเลิกได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

คำถาม: การใช้ยารักษาอาการถอนจะทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนไปติดยาที่แพทย์ให้แทนหรือไม่?

คำตอบ: ไม่เป็นเช่นนั้น ยาที่แพทย์ใช้ในกระบวนการถอนพิษยาเป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อปรับสมดุลสมองและลดความเจ็บปวด โดยแพทย์จะมีการคำนวณขนาดยาและค่อยๆปรับลดปริมาณลงตามแผนการรักษา (Tapering) อย่างเคร่งครัดภายใต้การประเมินอาการอย่างใกล้ชิด จึงไม่ต้องกังวลว่าผู้ป่วยจะเกิดการเสพติดยาที่ใช้ในการรักษา

คำถาม: โรคร่วมทางจิตเวชคืออะไรและเกี่ยวข้องกับการติดสารเสพติดอย่างไร?

คำตอบ: ผู้ที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดมักพบว่ามีภาวะความผิดปกติทางอารมณ์หรือโรคร่วมทางจิตเวชอยู่ด้วย เช่น โรคซึมเศร้า ภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ PTSD ซึ่งผู้ป่วยมักใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับความทุกข์จากโรคเหล่านี้ ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องรักษาสายเสพติดควบคู่ไปกับการบำบัดโรคร่วมทางจิตเวชเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อเข้าใจว่าการติดสารเสพติดเป็นโรคทางสมองที่จำเป็นต้องพึ่งพาการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในผู้ป่วยและมองเห็นแนวทางในการดูแลเบื้องต้นได้ดีขึ้น การพยายามเลิกสารเสพติดด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการติดสารเสพติดส่งผลต่อการทำงานของสมอง หากผู้ป่วยพบว่ามีอาการถอนยาที่รุนแรงจนทนไม่ไหว การดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากจะช่วยควบคุมอาการข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น การที่คนรอบข้างคอยประคับประคองและสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาที่ได้มาตรฐานในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวผ่านความยากลำบาก ฟื้นฟูสุขภาพ และกลับมาหายเป็นปกติได้อย่างยั่งยืน 

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด อย่ารอช้า การเข้ารับการบำบัดเร็วขึ้นหมายถึงโอกาสในการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ติดต่อ Day One Rehabilitation Center ศูนย์บำบัดยาเสพติดชั้นนำ เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลที่ครอบคลุม

ข้อมูลติดต่อ day one rehabilitation center

โทร : 02-028-7775
LINE : @dayone
Website : www.dayonerehabcenter.com
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/8JiFCRbdEHd5uB3SA

ที่ตั้ง 99/1 หมู่ 6 ตำบล ศรีจุฬา อำเภอ เมืองนครนายก จังหวัด นครนายก 26000 

เวลาทำการ จันทร์ - อาทิตย์: 9.00 -17.00

ปรึกษาเรื่องการบำบัดยาเสพติด

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00

ดูขั้นตอนการบำบัด 4 ระยะ และรักษานานแค่ไหน ›