โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ติดเกม โซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ อาการ ผลกระทบ และแนวทางการบำบัดรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

เกม โซเชียลมีเดีย คลิปสั้น วิดีโอออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเล่นเกมหลังเลิกงาน การดูคลิปเพื่อพักผ่อน หรือใช้โซเชียลมีเดียหลายชั่วโมงในบางวัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเสพติดเสมอไป สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าจำนวนชั่วโมงคือ ยังสามารถควบคุมการใช้งานได้หรือไม่ และพฤติกรรมนั้นเริ่มเบียดบังการนอน การเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือกิจกรรมสำคัญในชีวิตหรือยัง

ปัญหาเริ่มชัดขึ้นเมื่อคนหนึ่งตั้งใจว่าจะเล่นเกมเพียงหนึ่งชั่วโมงแต่หยุดไม่ได้ เลื่อนดูคลิปจนเช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตลอดแม้ไม่ได้ตั้งใจ หรือพยายามลดการใช้งานหลายครั้งแต่กลับไปใช้เหมือนเดิม บางคนเริ่มไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ ขาดเรียน ทำงานไม่เสร็จ นอนกลางวันเพราะเล่นเกมทั้งคืน หรือเกิดความขัดแย้งกับครอบครัวทุกครั้งที่ถูกขอให้วางโทรศัพท์

ในทางการแพทย์ โรคติดเกม เป็นภาวะที่ได้รับการยอมรับและมีเกณฑ์ในการประเมิน ส่วนคำว่า “ติดโซเชียล” “ติดมือถือ” หรือ “ติดอินเทอร์เน็ต” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปและไม่ควรใช้เพียงจำนวนชั่วโมงหน้าจอเพื่อตัดสินว่าเป็นโรค อย่างไรก็ตาม หากการใช้งานควบคุมไม่ได้และสร้างผลกระทบต่อชีวิต ก็ควรได้รับการประเมินและช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

ติดเกม ติดโซเชียล หรือติดมือถือ สังเกตได้อย่างไร

ปัญหาจากสื่อดิจิทัลไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางคนเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมง บางคนสลับดูคลิปสั้น โซเชียลมีเดีย แชต และไลฟ์ตลอดทั้งวัน ขณะที่บางคนไม่ได้ใช้เวลามากที่สุด แต่เมื่อเริ่มใช้งานแล้วไม่สามารถหยุดตามเวลาที่ตั้งใจไว้ได้

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ใช้เวลาเล่นเกมหรือดูสื่อออนไลน์มากกว่าที่ตั้งใจเป็นประจำ

  • พยายามลดเวลาแล้วทำได้ยาก

  • หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่มีเหตุจำเป็น

  • คิดถึงเกมหรือกิจกรรมออนไลน์มากจนรบกวนสิ่งที่กำลังทำ

  • หงุดหงิด กระสับกระส่าย หรืออารมณ์เสียมากเมื่อถูกขัดจังหวะหรือไม่สามารถใช้งานได้

  • นอนดึกหรือนอนไม่พอเพราะเล่นเกม ดูคลิป หรือใช้โซเชียลมีเดีย

  • ขาดเรียน ไปทำงานสาย หรือทำหน้าที่ไม่เสร็จ

  • รับประทานอาหารไม่เป็นเวลาและออกกำลังกายน้อยลง

  • ลดกิจกรรมกับครอบครัวหรือเพื่อนในชีวิตจริง

  • เลิกทำกิจกรรมที่เคยสนใจเพื่อมีเวลาออนไลน์มากขึ้น

  • ปิดบังหรือโกหกเรื่องระยะเวลาที่เล่น

  • รู้ว่าพฤติกรรมกำลังสร้างปัญหาแต่ยังควบคุมได้ยาก

  • ใช้เกมหรือสื่อออนไลน์เพื่อหนีความเครียด ความเหงา ความกังวล หรืออารมณ์ซึม

สำหรับเด็กและวัยรุ่น ผู้ปกครองไม่ควรดูเพียงว่า “เล่นวันละกี่ชั่วโมง” แต่ควรมองภาพรวม เช่น ยังนอนได้เพียงพอหรือไม่ ไปโรงเรียนได้ตามปกติหรือไม่ ผลการเรียนเปลี่ยนไปหรือไม่ ยังดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้หรือไม่

ทำไมเกม โซเชียลมีเดีย และคลิปสั้นถึงทำให้หยุดได้ยาก

เกมและแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถให้รางวัลแก่ผู้ใช้อย่างรวดเร็ว เช่น การผ่านด่าน การชนะ การได้ไอเทม การเลื่อนระดับ การได้รับข้อความใหม่ ยอดไลก์ ความคิดเห็น หรือการพบคลิปที่ถูกใจ

สิ่งที่ทำให้คนอยากกลับมาใช้อีกไม่ได้มีเพียงความสนุก แต่รวมถึงการคาดหวังว่าจะมีอะไรใหม่เกิดขึ้นต่อไป เช่น เปิดเกมเพื่อดูว่าจะชนะหรือไม่ เปิดแอปเพื่อดูว่าใครตอบกลับ หรือเลื่อนคลิปต่อเพราะคลิปถัดไปอาจน่าสนใจกว่าเดิม

คลิปสั้นยิ่งทำให้การใช้งานต่อเนื่องได้ง่าย เพราะแต่ละคลิปใช้เวลาไม่นานและผู้ใช้สามารถเลื่อนไปยังเนื้อหาใหม่ได้ทันที ความคิดว่า “ดูอีกคลิปเดียว” จึงสามารถต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

สำหรับเกม ยังมีองค์ประกอบอื่น เช่น เป้าหมาย การแข่งขัน อันดับ ทีม เพื่อนในเกม กิจกรรมตามเวลา และรางวัลจากการเล่นต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้การหยุดกลางคันรู้สึกเหมือนกำลังเสียโอกาสหรือทำให้เพื่อนร่วมทีมผิดหวัง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอธิบายว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากแอปหรือเกมเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุผลที่แต่ละคนใช้สื่อออนไลน์มากเกินไปแตกต่างกัน บางคนต้องการความสำเร็จ บางคนต้องการสังคม บางคนใช้เพื่อคลายเครียด และบางคนใช้เพื่อหลีกหนีจากปัญหาในชีวิตจริง

การรักษาจึงต้องค้นหาว่า หน้าจอกำลังตอบสนองความต้องการอะไรของคนคนนั้น ไม่ใช่เพียงนับจำนวนชั่วโมงแล้วพยายามตัดอินเทอร์เน็ตออก

ผลกระทบจากการติดเกมและสื่อออนไลน์มีอะไรบ้าง

ผลกระทบที่พบได้บ่อยคือปัญหาการนอน โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมหรือใช้โทรศัพท์บนเตียง บางคนตั้งใจจะนอนเที่ยงคืนแต่เลื่อนคลิปหรือเล่นเกมต่อจนถึงตีสองหรือตีสาม เมื่อนอนไม่พอจึงตื่นสาย ง่วงกลางวัน สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย และประสิทธิภาพในการเรียนหรือทำงานลดลง

ด้านร่างกาย การนั่งหรืออยู่หน้าจอเป็นเวลานานอาจสัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายที่ลดลง ปวดคอ ปวดหลัง ปวดตา ปวดศีรษะ และการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หากกิจวัตรเสียต่อเนื่อง สุขภาพโดยรวมก็อาจได้รับผลกระทบตามมา

ด้านการเรียนและการทำงาน อาจพบการผัดวันประกันพรุ่ง ทำงานไม่เสร็จ ขาดเรียน ไปสาย หรือความสามารถในการจดจ่อกับงานที่ใช้เวลานานลดลง เพราะมีการสลับกลับไปดูโทรศัพท์หรือเกมบ่อยๆ

ด้านความสัมพันธ์ ครอบครัวอาจรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่สนใจ ไม่พูดคุย หรืออยู่ด้วยกันแต่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ในเด็กและวัยรุ่น ความขัดแย้งมักรุนแรงขึ้นเมื่อผู้ปกครองพยายามยึดโทรศัพท์ ปิดอินเทอร์เน็ต หรือสั่งให้หยุดทันที

นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ยังสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้ในบางคน การเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับคนอื่น การติดตามยอดไลก์หรือความคิดเห็น การถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือการรับเนื้อหาที่กระตุ้นความเครียดต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล อารมณ์ซึม หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้องประเมินว่า มีปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นก่อนหรือไม่ เพราะบางครั้งการเล่นเกมหรือใช้อินเทอร์เน็ตมากเป็นผลตามมาจากภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคสมาธิสั้น ปัญหาการเข้าสังคม หรือความเครียด มากกว่าจะเป็นต้นเหตุเพียงอย่างเดียว

หากพบว่าผู้ใช้มีอารมณ์ซึมอย่างมาก แยกตัวจากคนอื่น ไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ หรือมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ควรได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว

การรักษาอาการติดเกม โซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ ทำอย่างไร

การรักษาไม่ควรเริ่มจากแนวคิดว่า “โทรศัพท์คือปัญหา ดังนั้นต้องยึดโทรศัพท์” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินรูปแบบการใช้ เหตุผลที่ใช้ สิ่งกระตุ้น ผลกระทบ และสุขภาพจิตร่วมกัน

ปรับพฤติกรรมและสร้างขอบเขตการใช้งาน

เป้าหมายอาจแตกต่างกันตามลักษณะปัญหา บางคนจำเป็นต้องหยุดเกมที่เป็นปัญหาในช่วงหนึ่ง ขณะที่บางคนสามารถฝึกควบคุมการใช้สื่อออนไลน์โดยกำหนดเวลาและบริบทให้ชัดเจน

ตัวอย่างการปรับพฤติกรรม ได้แก่ กำหนดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ ไม่นำโทรศัพท์ขึ้นเตียง ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น แยกช่วงเรียนหรือทำงานออกจากช่วงใช้สื่อ และสร้างกิจกรรมอื่นที่ให้ความรู้สึกสนุกหรือมีคุณค่าแทนการอยู่หน้าจอ

สำหรับเด็กและวัยรุ่น การตั้งกติกาควรทำให้ชัดเจนและสม่ำเสมอ เช่น เล่นได้หลังทำหน้าที่สำคัญเสร็จ มีเวลาหยุดที่แน่นอน และมีพื้นที่ในบ้านที่ไม่ใช้หน้าจอ การเปลี่ยนกติกาตามอารมณ์หรือการลงโทษแบบรุนแรงอาจเพิ่มความขัดแย้งมากกว่าช่วยให้เด็กเรียนรู้การควบคุมตนเอง

บำบัดความคิด อารมณ์ และสิ่งกระตุ้น

การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสามารถช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเห็นวงจรที่เกิดขึ้นก่อนใช้งาน เช่น

“เครียดจากงาน จึงเปิดเกมเพื่อพัก แต่กลับเล่นต่อหลายชั่วโมงจนงานไม่เสร็จ ทำให้เครียดกว่าเดิมและกลับไปเล่นอีก”

หรือ

“รู้สึกเหงา จึงเปิดโซเชียลมีเดียและเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อรู้สึกแย่ก็ยังเลื่อนดูต่อเพื่อไม่ต้องคิดถึงความรู้สึกนั้น”

เมื่อเห็นวงจรชัดขึ้น การบำบัดจะช่วยสร้างทางเลือกใหม่ เช่น วิธีพักจากความเครียดโดยไม่ต้องเปิดเกมทุกครั้ง วิธีจัดการความเหงา วิธีเริ่มงานที่กำลังหลีกเลี่ยง และวิธีรับมือกับความอยากกลับไปใช้หน้าจอ

รักษาโรคร่วมทางจิตเวช

ยังไม่มียาที่ใช้รักษา “การติดเกม” หรือ “การติดโซเชียลมีเดีย” สำหรับทุกคนโดยตรง การใช้ยาจึงขึ้นอยู่กับปัญหาที่ตรวจพบร่วมด้วย

ตัวอย่างเช่น หากมีโรคสมาธิสั้น ภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือโรคทางจิตเวชอื่น จิตแพทย์จะประเมินว่าจำเป็นต้องรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นหรือไม่

การรักษาโรคร่วมมีความสำคัญ เพราะหากคนหนึ่งเล่นเกมเพื่อหนีจากความวิตกกังวลหรือใช้โทรศัพท์ทั้งคืนเพราะนอนไม่หลับ การจำกัดหน้าจอเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้สาเหตุที่ทำให้พฤติกรรมกลับมาเกิดซ้ำได้

ป้องกันการกลับไปใช้เกมและสื่อออนไลน์แบบควบคุมไม่ได้อย่างไร

การกลับไปใช้มากเกินไปมักมีสิ่งกระตุ้นเกิดขึ้นก่อน เช่น ความเครียด ความเบื่อ ความเหงา การทะเลาะกับคนในครอบครัว งานที่ไม่อยากทำ หรือช่วงที่ไม่มีโครงสร้างในชีวิต

สิ่งกระตุ้นที่ควรสังเกต ได้แก่

  • เครียดจากการเรียนหรือการทำงาน

  • รู้สึกเบื่อและไม่รู้จะทำอะไร

  • รู้สึกเหงาหรือไม่มีคนพูดคุย

  • เห็นเพื่อนออนไลน์หรือได้รับคำชวนเข้าเกม

  • มีเกมหรือกิจกรรมพิเศษที่กลัวพลาด

  • ได้รับการแจ้งเตือนจากแอปตลอดเวลา

  • นำโทรศัพท์ขึ้นเตียง

  • มีเวลาว่างจำนวนมากโดยไม่มีกิจวัตร

  • ทะเลาะกับครอบครัวแล้วหนีไปอยู่ในโลกออนไลน์

  • คิดว่า “วันนี้เล่นนิดเดียวคงไม่เป็นไร” ทั้งที่เคยควบคุมเวลาไม่ได้

การป้องกันจึงไม่ใช่เพียงตั้งเวลาหน้าจอ แต่ควรสร้างชีวิตนอกหน้าจอให้มีสิ่งที่สามารถทดแทนได้ เช่น การออกกำลังกาย งานอดิเรก การพบปะผู้คน การเรียนรู้ทักษะใหม่ และกิจวัตรการนอนที่สม่ำเสมอ

หากกลับไปใช้มากอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องมองว่าการรักษาล้มเหลว แต่ควรดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น แล้วปรับแผนให้เหมาะกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

ลูกติดเกม ติดมือถือ ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา พ่อแม่ควรทำอย่างไร

การทะเลาะเรื่องโทรศัพท์หรือเกมทุกวันสามารถทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองรู้สึกว่าปัญหาไม่มีทางออก การเริ่มต้นด้วยคำว่า “วันๆ เอาแต่เล่นเกม” “ติดมือถือแล้ว” หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น มักทำให้อีกฝ่ายปกป้องตัวเองมากขึ้น

ควรพูดถึงสิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน เช่น “ช่วงสองสัปดาห์นี้นอนหลังตีสองเกือบทุกวัน แล้วตื่นไปโรงเรียนไม่ไหวหลายครั้ง เลยอยากคุยกันว่าจะช่วยให้การนอนกลับมาเป็นปกติได้อย่างไร”

จากนั้นอาจถามว่า “เกมให้อะไรที่ช่วงนี้ชีวิตข้างนอกไม่มี” “เวลาพยายามหยุดเล่น อะไรทำให้หยุดยากที่สุด” หรือ “ถ้าการนอนดีขึ้นโดยยังมีเวลาเล่นเกมอยู่ อยากจัดเวลาแบบไหน”

สำหรับผู้ปกครอง การมีขอบเขตยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น แต่ขอบเขตควรชัดเจน คาดเดาได้ และสอดคล้องกันในครอบครัว มากกว่าการยึดอุปกรณ์ทุกครั้งที่โกรธ

หากลูกไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ผู้ปกครองสามารถเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกยอมรับคำว่า “ติดเกม” จึงเริ่มวางแผนช่วยเหลือ

การบำบัดปัญหาติดเกมและสื่อออนไลน์ที่ Day One Rehabilitation Center

ไม่ใช่ทุกคนที่เล่นเกมหรือใช้โซเชียลมีเดียมากจำเป็นต้องเข้าศูนย์บำบัดแบบอยู่ประจำ หากยังสามารถเรียน ทำงาน ใช้ชีวิต และร่วมมือกับการปรับพฤติกรรมได้ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกอาจเหมาะสมกว่า

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเริ่มจากการประเมินแบบผู้ป่วยนอกที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพจิตของเรา ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินพฤติกรรมการเล่นเกม การใช้โซเชียลมีเดีย การนอน อารมณ์ สมาธิ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และโรคร่วมทางจิตเวช ก่อนวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center อาจพิจารณาในผู้ที่มีปัญหารุนแรงหรือซับซ้อน เช่น ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเดิมได้เลย ชีวิตประจำวันเสียอย่างมาก กลับไปใช้แบบควบคุมไม่ได้ซ้ำหลายครั้ง มีการติดการพนันหรือสารเสพติดร่วม หรือมีโรคร่วมทางจิตเวชที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลพร้อมกัน

สภาพแวดล้อมแบบอยู่ประจำช่วยหยุดวงจรเดิมในช่วงแรกและสร้างกิจวัตรใหม่ โดยมีการบำบัดรายบุคคล กลุ่มบำบัด การประเมินโดยจิตแพทย์ การออกกำลังกาย การปรับเวลานอน และการฝึกจัดการอารมณ์และสิ่งกระตุ้น

เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่ที่การทำให้ผู้เข้ารับการบำบัด “เกลียดเกม” หรือไม่ใช้อินเทอร์เน็ตอีกเลย แต่ช่วยให้สามารถกลับไปใช้เทคโนโลยีโดยไม่ปล่อยให้พฤติกรรมเหล่านี้ควบคุมสุขภาพ หน้าที่ ความสัมพันธ์ และชีวิตของตนเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดเกม โซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์

เล่นเกมวันละหลายชั่วโมงถือว่าติดเกมไหม

ยังสรุปจากจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูร่วมกับความสามารถในการควบคุม การให้ความสำคัญกับเกมเหนือกิจกรรมอื่น และการเล่นต่อแม้เกิดผลเสียต่อการเรียน งาน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์

ติดเกมเป็นโรคจริงหรือไม่

โรคติดเกมเป็นภาวะที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ แต่การวินิจฉัยต้องดูรูปแบบพฤติกรรมและผลกระทบต่อชีวิต ไม่ใช่เพียงเล่นเกมบ่อยหรือชอบเกมมาก

ติดโซเชียลมีเดียเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่

คำว่า “ติดโซเชียล” เป็นคำที่ใช้ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากจะมีโรคทางจิตเวช ควรประเมินว่าควบคุมการใช้งานได้หรือไม่ และเกิดผลกระทบต่อการนอน การเรียน งาน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพจิตหรือไม่

ลูกเล่นเกมทั้งคืน ควรยึดโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เลยไหม

การกำหนดขอบเขตเป็นเรื่องสำคัญ แต่การยึดอุปกรณ์ด้วยความโกรธเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ควรประเมินความรุนแรง หาสาเหตุที่ทำให้เล่นต่อเนื่อง และสร้างกติกาที่ชัดเจนร่วมกับการฟื้นฟูกิจวัตร

ติดเกมมีอาการถอนหรือไม่

เมื่อหยุดหรือลดการเล่น บางคนอาจหงุดหงิด กระสับกระส่าย เบื่อ คิดถึงเกมมาก หรืออยากกลับไปเล่น แต่ไม่ใช่อาการถอนสารแบบที่พบจากแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดบางชนิด

ติดเกมหรือโซเชียลมียารักษาหรือไม่

ยังไม่มียาที่ใช้รักษาการติดเกมหรือการใช้โซเชียลมีเดียแบบมีปัญหาสำหรับทุกคนโดยตรง การรักษาหลักเน้นการปรับพฤติกรรม การบำบัด และการจัดการสิ่งกระตุ้น หากมีโรคร่วม เช่น สมาธิสั้น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือปัญหาการนอน จิตแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามภาวะนั้น

ติดเกมต้องเข้าศูนย์บำบัดไหม

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้ที่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันและร่วมมือกับการรักษาได้อาจเริ่มแบบผู้ป่วยนอกที่**ปีติ คลินิก (Piti Clinic)** ส่วนผู้ที่ปัญหารุนแรง ควบคุมพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเดิมไม่ได้ มีสารเสพติดหรือการพนันร่วม หรือมีโรคร่วมทางจิตเวชที่ซับซ้อน อาจพิจารณาการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center

เมื่อหน้าจอเริ่มควบคุมชีวิต การขอความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างเสียไปก่อน

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอจนลูกออกจากโรงเรียน ผู้ใหญ่สูญเสียงาน หรือความสัมพันธ์ในบ้านแตกแยกก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ หากเริ่มพบว่าการเล่นเกมหรือใช้สื่อออนไลน์ควบคุมไม่ได้ นอนผิดเวลา ละเลยหน้าที่ พยายามลดหลายครั้งแต่ทำไม่ได้ หรือมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ควรเริ่มประเมินปัญหา

การรักษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลด “เวลาหน้าจอ” ให้เหลือตัวเลขที่กำหนด แต่ต้องช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษากลับมามีการนอน การเรียน งาน ความสัมพันธ์ กิจกรรม และสุขภาพจิตที่สมดุล พร้อมเข้าใจว่าทำไมเกมหรือโลกออนไลน์จึงเข้ามามีบทบาทมากจนควบคุมได้ยาก

เมื่อมองเห็นสาเหตุและสิ่งกระตุ้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช่เพียงการห้ามใช้ แต่เป็นการสร้างชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งหน้าจอเป็นพื้นที่หลักในการหนีความเครียด แก้ความเหงา หรือสร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

ปรึกษาการบำบัดติดเกม โซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์กับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.