โรคสมาธิสั้นกับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
ลืมของบ่อย ทำงานไม่เสร็จ วอกแวกง่าย นั่งไม่ติด ใจร้อน หรือทำอะไรโดยไม่ทันคิด เป็นพฤติกรรมที่พบได้ในหลายคน โดยเฉพาะช่วงที่พักผ่อนน้อย เครียด หรือมีเรื่องให้คิดหลายอย่าง แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็ก และส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการจัดการชีวิต อาจเกี่ยวข้องกับโรคสมาธิสั้น
โรคสมาธิสั้นไม่ได้พบเฉพาะในเด็ก ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งยังคงมีอาการต่อเนื่อง เพียงแต่อาการอาจเปลี่ยนจากการซนหรือนั่งไม่ติด มาเป็นการจัดการเวลาไม่ได้ ผัดวันประกันพรุ่ง เปลี่ยนงานบ่อย หุนหันพลันแล่น ควบคุมอารมณ์ยาก หรือรู้สึกว่าต้องหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย การประเมินจะซับซ้อนขึ้น เพราะสารบางชนิดสามารถทำให้สมาธิ ความจำ การนอน อารมณ์ และการควบคุมตนเองเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน ผู้ที่มีโรคสมาธิสั้นบางคนอาจเริ่มใช้แอลกอฮอล์ กัญชา หรือสารกระตุ้นเพื่อพยายามทำให้ตนเองสงบ จดจ่อ ทำงานได้นานขึ้น หรือหลีกหนีจากความเครียดและความรู้สึกล้มเหลวที่สะสมมานาน
ครอบครัวจึงไม่ควรรีบสรุปว่าเจ้าตัว “ไม่มีความรับผิดชอบ” หรือมองว่าอาการทั้งหมดเกิดจากยาเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าอาการสมาธิและความหุนหันพลันแล่นมีมาตั้งแต่เมื่อใด เคยเกิดก่อนเริ่มใช้สารหรือไม่ และปัจจุบันสารกำลังมีบทบาทอะไรในชีวิต เพื่อให้การรักษาครอบคลุมทั้งโรคสมาธิสั้นและปัญหาการใช้สารไปพร้อมกัน
โรคสมาธิสั้นมีอาการอย่างไร และผู้ใหญ่เป็นสมาธิสั้นได้หรือไม่
โรคสมาธิสั้นเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการกำกับความสนใจ พฤติกรรม และความหุนหันพลันแล่น โดยอาการเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก แม้บางคนอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่
การเป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้หมายความว่าต้อง “ไม่มีสมาธิเลย” ผู้ที่มีโรคสมาธิสั้นบางคนสามารถจดจ่อกับสิ่งที่ตนเองสนใจได้นาน แต่กลับมีปัญหาในการกำกับความสนใจเมื่อต้องทำงานที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก ต้องวางแผนหลายขั้นตอน หรือให้ผลตอบแทนช้า
อาการที่ครอบครัวอาจสังเกตเห็น ได้แก่
-
วอกแวกง่ายเมื่อมีสิ่งรบกวน
-
เริ่มหลายอย่างแต่ทำไม่เสร็จ
-
ลืมนัด ลืมของ หรือทำของหายบ่อย
-
จัดลำดับความสำคัญของงานได้ยาก
-
ผัดวันประกันพรุ่งจนงานสะสม
-
บริหารเวลาไม่ดีหรือมาสายบ่อย
-
ฟังคนอื่นได้ไม่นานหรือเผลอพูดแทรก
-
ตัดสินใจเร็วโดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา
-
ใช้เงินตามอารมณ์หรือควบคุมการใช้เงินได้ยาก
-
เบื่อง่ายและต้องการสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ
-
รู้สึกกระสับกระส่ายหรือต้องทำอะไรอยู่ตลอด
-
หงุดหงิดหรือควบคุมอารมณ์ได้ยากในบางสถานการณ์
-
การเรียนหรือการทำงานไม่สม่ำเสมอทั้งที่มีความสามารถ
-
มีปัญหาความสัมพันธ์จากการลืม ไม่ฟัง หรือการตัดสินใจโดยไม่ทันคิด
อย่างไรก็ตาม การมีอาการเหล่านี้บางข้อไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคสมาธิสั้นทันที ความเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ การนอนหลับไม่เพียงพอ รวมถึงการใช้สารเสพติดสามารถทำให้สมาธิและการควบคุมตนเองลดลงได้เช่นกัน
จุดสำคัญในการประเมินโรคสมาธิสั้นจึงอยู่ที่การมองย้อนกลับไปถึงอาการตั้งแต่วัยเด็กและผลกระทบในหลายด้านของชีวิต ไม่ใช่วินิจฉัยจากปัญหาสมาธิที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังเริ่มใช้สาร
ทำไมโรคสมาธิสั้นจึงอาจเกิดร่วมกับการติดสารเสพติด
ความสัมพันธ์ระหว่างโรคสมาธิสั้นกับการใช้สารไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว บางคนมีความหุนหันพลันแล่นสูงจึงตัดสินใจทดลองสารโดยคิดถึงผลที่จะตามมาน้อยกว่า บางคนเบื่อง่ายและต้องการความตื่นเต้น ขณะที่บางคนมีปัญหาการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์สะสมจนเกิดความเครียดและหันไปใช้สารเพื่อรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้น
อีกกลุ่มหนึ่งอาจใช้สารเพื่อพยายามจัดการอาการของตนเอง เช่น รู้สึกว่าดื่มแอลกอฮอล์แล้วสงบลง ใช้กัญชาแล้วคิดน้อยลง หรือใช้สารกระตุ้นแล้วรู้สึกว่าตนเองตื่นตัวและทำงานได้นานขึ้น
รูปแบบนี้เป็นการใช้สารเพื่อพยายามบรรเทาหรือควบคุมอาการด้วยตนเอง แต่ความรู้สึกว่า “ใช้แล้วดีขึ้น” ในระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าสารนั้นกำลังรักษาโรคสมาธิสั้น
ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจมีปัญหาเริ่มงานและส่งงานไม่ทันเป็นประจำ เมื่อพบว่าสารกระตุ้นทำให้ตื่นและสามารถทำงานต่อได้นาน จึงเริ่มใช้เฉพาะช่วงที่มีงานมาก เมื่อเกิดขึ้นซ้ำก็อาจค่อยๆ เชื่อว่าหากไม่มีสารตนเองจะทำงานไม่ได้ จากการใช้เป็นครั้งคราวจึงเพิ่มความถี่หรือปริมาณขึ้น
บางคนอาจใช้แอลกอฮอล์หรือกัญชาเพื่อทำให้ความคิดที่วุ่นวายสงบลงหรือช่วยให้นอน แต่หากใช้ซ้ำต่อเนื่อง สารเหล่านี้สามารถกระทบความจำ การนอน แรงจูงใจ และการควบคุมตนเอง ทำให้ปัญหาที่ต้องการแก้ในตอนแรกซับซ้อนกว่าเดิม
ความหุนหันพลันแล่นยังอาจทำให้การหยุดสารยากขึ้น เมื่อเกิดความอยากหรือเจอสิ่งกระตุ้น เจ้าตัวอาจตัดสินใจกลับไปใช้สารอย่างรวดเร็วโดยมีเวลาคิดถึงผลระยะยาวน้อยลง
การรักษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การบอกให้ “มีวินัยมากขึ้น” แต่ต้องช่วยให้เข้าใจว่าปัญหาสมาธิ การควบคุมตนเอง อารมณ์ การนอน และการใช้สารเชื่อมโยงกันอย่างไร
จะแยกได้อย่างไรว่าเป็นโรคสมาธิสั้น หรือสมาธิเสียจากยาเสพติด
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ เพราะสารหลายชนิดสามารถทำให้เกิดอาการที่คล้ายโรคสมาธิสั้นได้
ยาบ้า ไอซ์ และสารกระตุ้นอาจทำให้ตื่นตัวมาก พูดมาก กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ใจร้อน หรือทำหลายอย่างพร้อมกัน เมื่อใช้ต่อเนื่องหรืออดนอนมาก สมาธิและการตัดสินใจอาจยิ่งแย่ลง รวมถึงอาจเกิดความหวาดระแวงหรืออาการทางจิตได้
หลังหยุดสารกระตุ้น บางคนอาจเหนื่อยมาก ไม่มีแรง สมาธิลดลง อารมณ์ตก หรือนอนมาก อาการในช่วงนี้จึงไม่ควรถูกนำไปสรุปทันทีว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
กัญชาสามารถกระทบความสนใจ ความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ในช่วงที่ได้รับผลของสาร ผู้ที่ใช้บ่อยจึงอาจมาด้วยปัญหาลืมง่าย ทำงานไม่เสร็จ หรือประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานลดลง
แอลกอฮอล์ก็สามารถกระทบการตัดสินใจ การควบคุมพฤติกรรม ความจำ และการนอน โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือดื่มหนัก
การประเมินจึงต้องย้อนดูว่า ก่อนเริ่มใช้สารเคยมีปัญหาวอกแวก ลืมของ ส่งงานไม่ทัน หุนหันพลันแล่น หรือมีปัญหาที่โรงเรียนมาก่อนหรือไม่ อาการเกิดขึ้นในหลายสถานการณ์หรือไม่ และคนในครอบครัวหรือข้อมูลจากวัยเด็กเคยสะท้อนอาการลักษณะเดียวกันหรือไม่
หากปัญหาสมาธิเพิ่งเกิดหลังเริ่มใช้สาร หลังอดนอนต่อเนื่อง หรือเกิดพร้อมกับปัญหาทางอารมณ์ ต้องประเมินสาเหตุเหล่านี้ร่วมด้วย ไม่ควรซื้อยารักษาสมาธิสั้นมารับประทานเองเพียงเพราะรู้สึกว่า “กินแล้วทำงานได้ดีขึ้น”
รักษาโรคสมาธิสั้นที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
การรักษาควรดูทั้งโรคสมาธิสั้น การติดสาร การนอน อารมณ์ และปัญหาในชีวิตร่วมกัน เพราะแต่ละด้านสามารถส่งผลต่อกันและอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กลับไปใช้สารได้
ประเมินอาการตั้งแต่วัยเด็กและประวัติการใช้สารอย่างละเอียด
การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นในผู้ที่ใช้สารต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทีมรักษาจะสอบถามอาการตั้งแต่วัยเด็ก ประวัติการเรียน การทำงาน การจัดการเวลา ความหุนหันพลันแล่น และผลกระทบในหลายด้าน
ข้อมูลจากครอบครัวสามารถมีประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวจำรายละเอียดในวัยเด็กไม่ได้ เช่น เคยถูกครูสะท้อนเรื่องวอกแวกหรือไม่ ทำของหายบ่อยหรือไม่ ส่งงานไม่ครบหรือไม่ หรือมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นมาตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้สารหรือไม่
พร้อมกันนั้นต้องประเมินชนิดของสาร ความถี่ ปริมาณ เหตุผลที่ใช้ ช่วงเวลาที่เริ่มใช้ และอาการเมื่อไม่ได้ใช้ เพื่อแยกอาการเดิมออกจากผลของสารให้ได้มากที่สุด
ฝึกทักษะการจัดการชีวิตแทนการพึ่งแรงฮึด
ผู้ที่มีโรคสมาธิสั้นจำนวนหนึ่งไม่ได้ขาดความตั้งใจ แต่มีปัญหากับการเริ่มต้นงาน การแบ่งงานใหญ่เป็นขั้นตอน การจัดลำดับความสำคัญ และการรักษาความสม่ำเสมอ
การบำบัดจึงช่วยสร้างระบบที่ทำให้ชีวิตพึ่งความจำและแรงฮึดน้อยลง เช่น การวางตาราง การแบ่งงานเป็นส่วนเล็ก การใช้ตัวช่วยเตือน การลดสิ่งรบกวน และการสร้างกิจวัตรที่ทำซ้ำได้
ในผู้ที่มีการติดสาร ต้องเชื่อมทักษะเหล่านี้กับการป้องกันการกลับไปใช้สารด้วย เช่น หากงานสะสมเป็นสิ่งกระตุ้นให้กลับไปใช้ยาบ้าเพื่อทำงานข้ามคืน การรักษาต้องช่วยจัดการงาน การพักผ่อน และการนอน ก่อนที่จะถึงจุดที่เจ้าตัวรู้สึกว่าต้องพึ่งสารอีกครั้ง
บำบัดความหุนหันพลันแล่นและสิ่งกระตุ้นให้กลับไปใช้สาร
ผู้ที่มีสมาธิสั้นบางคนรู้ว่าการใช้สารส่งผลเสีย แต่เมื่อเกิดความอยากอาจตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การบำบัดจึงต้องช่วยสร้างช่วงเวลาระหว่างความอยากกับการลงมือทำ เพื่อให้มีโอกาสเลือกวิธีตอบสนองอื่น
ผู้เข้ารับการรักษาจะเรียนรู้ว่าสถานการณ์ใดทำให้มีโอกาสใช้สารสูง เช่น เครียดจากงาน ทะเลาะกับคนในครอบครัว เบื่อ อยู่กับกลุ่มเพื่อนเดิม มีเงินอยู่ในมือ หรืออดนอนหลายคืน
เมื่อเห็นรูปแบบชัดขึ้นจึงสามารถวางแผนล่วงหน้า ลดการเข้าถึงสาร และสร้างวิธีรับมืออื่นแทนการตัดสินใจตามอารมณ์ในช่วงสั้นๆ
การพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจยังช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นทั้งสิ่งที่รู้สึกว่าสารช่วยในระยะสั้นและผลที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว โดยไม่ใช้การตำหนิหรือการโต้เถียงเป็นเครื่องมือหลัก
ยารักษาโรคสมาธิสั้นใช้ได้หรือไม่ หากมีประวัติติดสาร
โรคสมาธิสั้นสามารถรักษาด้วยยาได้ แต่ในผู้ที่มีประวัติการติดสาร จิตแพทย์ต้องประเมินเป็นรายบุคคลว่าการใช้ยาชนิดใดเหมาะสมและปลอดภัย
ยารักษาโรคสมาธิสั้นมีทั้งกลุ่มที่เป็นยากระตุ้นและกลุ่มที่ไม่ใช่ยากระตุ้น การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของการวินิจฉัย ชนิดของสารที่เคยใช้ รูปแบบการติดสาร ความเสี่ยงต่อการนำยาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โรคที่เกิดร่วมกัน และความสามารถในการติดตามการรักษา
การมีประวัติติดสารไม่ได้หมายความว่าจะรักษาโรคสมาธิสั้นด้วยยาไม่ได้ แต่ต้องมีการประเมินและติดตามอย่างเหมาะสม ไม่ควรซื้อยา ใช้ยาของผู้อื่น หรือปรับขนาดยาเองเพื่ออ่านหนังสือ ทำงาน หรือตื่นได้นานขึ้น
ในทางกลับกัน หากมีโรคสมาธิสั้นจริงและอาการส่งผลต่อชีวิต การปล่อยอาการไว้โดยไม่ได้รับการดูแลก็อาจทำให้การจัดการชีวิตและการฟื้นฟูจากการติดสารยากขึ้น การรักษาจึงต้องหาสมดุลระหว่างการควบคุมอาการและความปลอดภัยของแต่ละคน
คนในครอบครัวเป็นสมาธิสั้นและใช้สาร ควรช่วยอย่างไร
ครอบครัวของผู้ที่มีสมาธิสั้นอาจผ่านความขัดแย้งมานานก่อนรู้ว่ามีโรคอยู่เบื้องหลัง เช่น ลืมนัดซ้ำ ทำงานไม่เสร็จ ใช้เงินโดยไม่คิด หรือรับปากว่าจะทำแต่สุดท้ายไม่ได้ทำ เมื่อมีการใช้สารเพิ่มเข้ามา ความรู้สึกผิดหวังและไม่ไว้วางใจอาจยิ่งรุนแรงขึ้น
การเข้าใจโรคสมาธิสั้นไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องยอมรับทุกพฤติกรรม แต่ช่วยให้แยกได้ว่าอะไรเป็นอาการที่ควรได้รับการรักษา และอะไรเป็นพฤติกรรมที่ยังต้องมีขอบเขตและความรับผิดชอบ
แทนที่จะพูดว่า “ขี้เกียจ” “ไม่มีความรับผิดชอบ” หรือ “ถ้าตั้งใจก็ทำได้” อาจสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น “ช่วงนี้เห็นว่างานค้างเยอะ นอนดึก แล้วกลับไปใช้ยาเพื่อทำงานอีก เราเป็นห่วงว่ามันกำลังวนกลับมาเหมือนเดิม”
หากเจ้าตัวบอกว่าสารช่วยให้มีสมาธิ ไม่จำเป็นต้องรีบโต้เถียงว่าไม่จริง แต่อาจถามต่อว่า “มันช่วยในช่วงแรกอย่างไร แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับการนอน อารมณ์ งาน หรือปริมาณที่ต้องใช้”
คำถามลักษณะนี้ช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นภาพทั้งหมดของการใช้สาร แทนที่จะมองเฉพาะความรู้สึกในช่วงที่สารกำลังออกฤทธิ์
ครอบครัวควรมีขอบเขตเรื่องเงิน การเข้าถึงสาร และพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายอย่างชัดเจน ไม่ควรช่วยแก้ผลจากการใช้สารทุกครั้งจนเจ้าตัวไม่ต้องเผชิญผลของการตัดสินใจ แต่ขณะเดียวกันควรสนับสนุนเมื่อเขายอมรับการประเมินและการรักษา
หากผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษา ครอบครัวสามารถเริ่มมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและวางแนวทางการสื่อสารที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยยอมรับว่าตนเองมีปัญหาทุกอย่างก่อน
เมื่อมีโรคสมาธิสั้นร่วมกับการใช้สาร ควรเริ่มขอความช่วยเหลือที่ไหน
หากปัญหาหลักเป็นอาการสมาธิสั้น และมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้กัญชา หรือสารอื่นเพียงเป็นครั้งคราว โดยยังไม่มีรูปแบบการติดสารชัดเจน หรือผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษาและครอบครัวต้องการคำแนะนำก่อน สามารถเริ่มต้นด้วยการมาปรึกษาที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการสมาธิสั้น อารมณ์ การนอน และความสัมพันธ์ระหว่างอาการกับการใช้สาร รวมถึงช่วยครอบครัววางแนวทางการพูดคุยและชักชวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
แต่หากเริ่มมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ใช้สารเพื่อเรียน ทำงาน นอน หรือควบคุมอารมณ์เป็นประจำ เพิ่มปริมาณขึ้น หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่หลายครั้ง มีอาการถอน หรือการใช้สารกระทบการเรียน การทำงาน การเงิน และความสัมพันธ์ ควรให้ความสำคัญกับการบำบัดปัญหาการติดสารอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะเมื่อความหุนหันพลันแล่น กลุ่มเพื่อน หรือสภาพแวดล้อมเดิมทำให้กลับไปใช้สารได้ง่าย การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center สามารถช่วยสร้างระยะห่างจากสารและสิ่งกระตุ้น พร้อมดูแลโรคสมาธิสั้นและปัญหาทางจิตเวชที่เกิดร่วมกันในช่วงเดียวกัน
การบำบัดโรคสมาธิสั้นและการติดสารที่ Day One Rehabilitation Center
สำหรับผู้ที่มีการติดสารร่วมกับโรคสมาธิสั้น Day One Rehabilitation Center ให้ความสำคัญกับการรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน เพราะหากหยุดสารได้แต่ยังมีปัญหาการจัดการเวลา ความหุนหันพลันแล่น การนอน และการควบคุมอารมณ์ที่ไม่ได้รับการดูแล ปัจจัยเหล่านี้อาจกลับมาเป็นสิ่งกระตุ้นให้ใช้สารอีก
ในทางกลับกัน หากยังใช้สารต่อเนื่อง การประเมินและควบคุมอาการสมาธิสั้นก็อาจทำได้ยาก เพราะสารสามารถเปลี่ยนสมาธิ อารมณ์ การนอน และพฤติกรรมได้
การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยลดการเข้าถึงสารและสิ่งกระตุ้นในช่วงแรก ทำให้ทีมรักษาสามารถติดตามอาการหลังหยุดสาร การนอน อารมณ์ สมาธิ ความหุนหันพลันแล่น และความอยากใช้สารได้ต่อเนื่อง
จิตแพทย์สามารถประเมินว่าอาการสมาธิสั้นมีความชัดเจนเพียงใด มีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ หรือปัญหาทางจิตเวชอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่ และพิจารณาการใช้ยาตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประวัติการติดสาร
การบำบัดรายบุคคลและกลุ่มบำบัดช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเบื่อ ความเครียด ความหุนหันพลันแล่น ปัญหาการจัดการชีวิต และการใช้สาร พร้อมฝึกทักษะที่นำกลับไปใช้ในชีวิตจริงได้
ส่วนการป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำจะช่วยวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เคยเป็นปัญหา เช่น งานค้าง ความกดดันจากการเรียน การอดนอน ความขัดแย้งกับครอบครัว กลุ่มเพื่อนเดิม หรือช่วงเวลาที่รู้สึกเบื่อและต้องการความตื่นเต้น
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการทำให้มีสมาธิมากขึ้น แต่ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถจัดการชีวิต ควบคุมการตัดสินใจ และรับมือกับความเครียดได้โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งสาร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นและการใช้สารเสพติด
ผู้ใหญ่เป็นโรคสมาธิสั้นได้ไหม
ได้ โรคสมาธิสั้นเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็ก แต่ในบางคนอาการยังคงต่อเนื่องเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ รูปแบบอาการอาจเปลี่ยนจากความซนมาเป็นปัญหาการจัดการเวลา วอกแวก ผัดวันประกันพรุ่ง หุนหันพลันแล่น หรือจัดการงานหลายอย่างได้ยาก
สมาธิไม่ดีหลังใช้ยาเสพติด หมายความว่าเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่
ไม่เสมอไป สารเสพติด การอดนอน อาการถอน โรคซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตอื่นสามารถทำให้สมาธิลดลงได้ การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นจึงต้องดูประวัติอาการย้อนหลังตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ใช่ดูเฉพาะช่วงที่กำลังใช้หรือเพิ่งหยุดสาร
ยาบ้าหรือไอซ์ช่วยให้คนสมาธิสั้นมีสมาธิดีขึ้นหรือไม่
ไม่ควรใช้ยาบ้าหรือไอซ์เพื่อรักษาโรคสมาธิสั้นด้วยตนเอง แม้ผู้ใช้บางคนจะรู้สึกตื่นตัวหรือทำงานได้นานขึ้นในช่วงแรก แต่สารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการติด การนอนไม่หลับ ปัญหาทางอารมณ์ หัวใจและหลอดเลือด รวมถึงอาการทางจิต การรักษาโรคสมาธิสั้นควรได้รับการประเมินและติดตามโดยแพทย์
คนเป็นสมาธิสั้นมีโอกาสติดสารมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่
โรคสมาธิสั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของปัญหาการใช้สาร โดยเฉพาะเมื่อมีความหุนหันพลันแล่น ปัญหาการควบคุมอารมณ์ หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นสมาธิสั้นทุกคนจะติดสาร
กัญชาช่วยรักษาโรคสมาธิสั้นได้หรือไม่
ไม่ควรใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคสมาธิสั้นด้วยตนเอง กัญชาสามารถกระทบความสนใจ ความจำ และการเรียนรู้ในช่วงที่ได้รับผลของสาร ผู้ที่รู้สึกว่าต้องใช้กัญชาเพื่อสงบ ช่วยให้นอน หรือจัดการกับความคิด ควรได้รับการประเมินทั้งสุขภาพจิตและรูปแบบการใช้สาร
ยารักษาสมาธิสั้นทำให้ติดหรือไม่
ยารักษาโรคสมาธิสั้นมีหลายชนิดและมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ยาบางกลุ่มเป็นยากระตุ้นและต้องมีการควบคุมการใช้ จิตแพทย์จึงต้องประเมินประโยชน์และความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติการติดสาร ไม่ควรนำยาของผู้อื่นมาใช้หรือปรับขนาดยาเอง
หากเคยติดยาบ้า ยังสามารถรักษาโรคสมาธิสั้นด้วยยาได้ไหม
สามารถพิจารณาการรักษาได้ แต่ต้องให้จิตแพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล ประวัติการติดยาบ้าไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถรักษาโรคสมาธิสั้นได้ แต่มีผลต่อการเลือกยา วิธีติดตาม และการจัดการความเสี่ยง
เป็นสมาธิสั้นและติดสาร ต้องรักษาอะไรก่อน
ในหลายกรณีควรรักษาทั้งสองปัญหาอย่างเชื่อมโยงกัน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ภาวะมึนเมาหรืออาการถอนก่อน จากนั้นจึงติดตามอาการสมาธิสั้นเมื่อสภาพร่างกายและการใช้สารมีความคงที่มากขึ้น ไม่ควรปล่อยปัญหาด้านใดด้านหนึ่งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล
ลูกหรือคนในครอบครัวไม่ยอมรับว่าติดสาร ควรทำอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการบังคับให้ยอมรับคำว่า “ติดยา” ครอบครัวอาจเริ่มจากปัญหาที่เจ้าตัวเองเห็น เช่น งานไม่เสร็จ นอนไม่ได้ เงินหมด ความสัมพันธ์มีปัญหา หรือรู้สึกว่าต้องใช้สารจึงทำงานได้ แล้วชวนให้เข้ารับการประเมินจากปัญหานั้น หากเจ้าตัวยังไม่พร้อม ครอบครัวสามารถมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้
โรคสมาธิสั้นและการใช้สารจำเป็นต้องเข้าศูนย์บำบัดหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากปัญหาหลักเป็นโรคสมาธิสั้นและมีการใช้สารเพียงเป็นครั้งคราว ยังไม่มีลักษณะการติดสารชัดเจน สามารถเริ่มจากการประเมินสุขภาพจิตได้ แต่หากมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ต้องพึ่งสารเพื่อเรียน ทำงาน นอน หรือใช้ชีวิต หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่ หรือมีอาการถอน การบำบัดการติดสารแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center เป็นทางเลือกที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
โรคสมาธิสั้นและการติดสารควรรักษาไปพร้อมกับการสร้างระบบชีวิตใหม่
คนที่มีโรคสมาธิสั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่พยายาม ปัญหาหลายอย่างเกิดจากความยากในการกำกับความสนใจ การวางแผน การควบคุมความหุนหันพลันแล่น และการทำสิ่งที่ต้องใช้ความสม่ำเสมอในระยะยาว
เมื่อมีการใช้สารร่วมด้วย สิ่งที่เจ้าตัวเคยใช้เพื่อช่วยให้ตื่น ทำงาน สงบ หรือนอน อาจค่อยๆ กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้สมาธิ อารมณ์ การนอน และชีวิตประจำวันแย่ลงกว่าเดิม
การรักษาที่เหมาะสมจึงต้องแยกให้ได้ว่าอาการใดมีมาตั้งแต่ก่อนใช้สาร อาการใดเกิดจากฤทธิ์หรืออาการถอนของสาร และปัจจุบันสารกำลังตอบสนองความต้องการอะไรของเจ้าตัว พร้อมรักษาโรคสมาธิสั้นและการติดสารอย่างเชื่อมโยงกัน
สำหรับครอบครัว ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวยอมรับทุกปัญหาก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเริ่มเห็นว่ามีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ หรือจำเป็นต้องพึ่งสารเพื่อเรียน ทำงาน นอน หรือจัดการชีวิต การประเมินและบำบัดอย่างจริงจังจะช่วยลดโอกาสที่ปัญหาทั้งสองด้านจะส่งเสริมกันมากขึ้น และช่วยให้การฟื้นฟูไม่ได้จบเพียงการหยุดสาร แต่รวมถึงการกลับมาจัดการชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
