โรคแพนิคกับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
ใจเต้นแรง หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก มือสั่น เหงื่อออก เวียนศีรษะ และรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นอะไรอย่างรุนแรง เป็นอาการที่ทำให้หลายคนตกใจจนต้องไปโรงพยาบาล เมื่อได้รับการตรวจแล้วไม่พบโรคทางกาย บางคนจึงเริ่มสงสัยว่าตนเองกำลังเป็น “แพนิค” หรือไม่
อาการแพนิคสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเจ้าตัวรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ หลังจากเกิดครั้งแรก บางคนเริ่มกลัวว่าจะเกิดซ้ำ จึงหลีกเลี่ยงการเดินทาง อยู่คนเดียว ขึ้นรถไฟฟ้า ขึ้นเครื่องบิน หรือไปสถานที่ที่คิดว่าหากเกิดอาการแล้วจะออกมาได้ยาก
เมื่อมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย การแยกสาเหตุจะซับซ้อนขึ้น เพราะยาบ้า ไอซ์ โคเคน กัญชา คาเฟอีนในปริมาณมาก รวมถึงฤทธิ์และอาการถอนของสารบางชนิด สามารถทำให้ใจสั่น กระสับกระส่าย หายใจเร็ว และเกิดความกลัวรุนแรงคล้ายแพนิคได้ ในทางกลับกัน บางคนที่เคยเกิดแพนิคอาจเริ่มใช้แอลกอฮอล์ ยาคลายกังวล หรือสารอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้อาการเกิดขึ้น
ครอบครัวจึงไม่ควรรีบสรุปว่าอาการทั้งหมดเป็น “โรคแพนิค” หรือ “เป็นเพราะยา” เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด สัมพันธ์กับการใช้สารอย่างไร เคยเกิดในช่วงที่ไม่ได้ใช้สารหรือไม่ และหลังฤทธิ์หรืออาการถอนของสารผ่านไปแล้วยังมีอาการเกิดซ้ำหรือไม่
โรคแพนิคมีอาการอย่างไร และแพนิคต่างจากความวิตกกังวลทั่วไปอย่างไร
อาการแพนิคคือช่วงที่ความกลัวหรือความไม่สบายใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอาการทางร่างกายหลายอย่าง เจ้าตัวอาจรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งที่ในหลายกรณีไม่ได้มีอันตรายตามระดับที่รู้สึก
อาการที่พบได้ เช่น
-
ใจสั่นหรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง
-
เหงื่อออกมาก
-
มือสั่นหรือตัวสั่น
-
หายใจไม่อิ่มหรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน
-
แน่นหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก
-
คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง
-
เวียนศีรษะ โคลงเคลง หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
-
รู้สึกร้อนวูบวาบหรือหนาวสั่น
-
ชาหรือรู้สึกเหมือนมีอะไรซ่าตามร่างกาย
-
รู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่เหมือนจริง หรือรู้สึกแปลกแยกจากตัวเอง
-
กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้
-
กลัวว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงกับตนเอง
การเกิดอาการแพนิคหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคแพนิคเสมอไป คนทั่วไปสามารถเกิดอาการแพนิคได้ในบางสถานการณ์ และอาการลักษณะเดียวกันยังสามารถเกิดจากสาร ยา หรือโรคทางกายบางอย่างได้
สิ่งที่ทำให้แพนิคพัฒนาเป็นปัญหามากขึ้นคือ หลังจากเคยเกิดอาการแล้ว เจ้าตัวเริ่มกังวลต่อเนื่องว่าจะเกิดอีก หรือเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ เช่น ไม่กล้าขับรถ ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่ขึ้นลิฟต์ ไม่ไปห้าง หรือไม่เดินทางไกล เพราะกลัวว่าหากเกิดอาการขึ้นจะไม่มีใครช่วย
บางคนจึงไม่ได้ทุกข์เฉพาะช่วงที่แพนิคเกิด แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ “กลัวว่าจะกลัวอีกครั้ง” จนชีวิตถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ
ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และสารเสพติดทำให้เกิดอาการคล้ายแพนิคได้หรือไม่
ได้ และเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องประเมินก่อนสรุปว่าเป็นโรคแพนิค
สารกระตุ้นอย่างยาบ้า ไอซ์ และโคเคนสามารถทำให้ระบบร่างกายตื่นตัวมากขึ้น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น เหงื่อออก กระสับกระส่าย และนอนไม่หลับ เมื่อเจ้าตัวรับรู้ว่าหัวใจเต้นผิดปกติหรือหายใจเร็ว อาจยิ่งกลัวว่าเกิดอันตราย ทำให้อาการทางร่างกายและความกลัวกระตุ้นกันจนคล้ายอาการแพนิค
หากใช้สารกระตุ้นต่อเนื่องและอดนอน อาจมีความวิตกกังวลรุนแรง หวาดระแวง หรืออาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งต้องได้รับการประเมินแยกจากโรคแพนิค
กัญชาก็สามารถทำให้เกิดอาการวิตกกังวลหรือแพนิคในบางคนได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการใจเต้นเร็ว รู้สึกควบคุมความคิดไม่ได้ หรือรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวผิดไปจากเดิม คนที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากกัญชาบางรายอาจเกิดความกลัวอย่างมากเมื่อเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
คาเฟอีนและเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้น หากได้รับมากในคนที่ไวต่อผลของสาร อาจทำให้ใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย และนอนไม่หลับ ซึ่งสามารถกระตุ้นความวิตกกังวลได้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่งคืออาการถอนสาร ผู้ที่ใช้แอลกอฮอล์หรือยากดประสาทบางชนิดต่อเนื่องอาจมีอาการใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก กระสับกระส่าย วิตกกังวล และนอนไม่หลับเมื่อลดหรือหยุดใช้ อาการจึงอาจดูคล้ายแพนิคได้
การหยุดแอลกอฮอล์หรือยากดประสาทบางชนิดอย่างกะทันหันหลังใช้ต่อเนื่องมากอาจมีความเสี่ยงทางการแพทย์ จึงไม่ควรพยายามหยุดหรือจัดการอาการถอนรุนแรงด้วยตนเอง
ทำไมคนเป็นแพนิคจึงอาจเริ่มพึ่งแอลกอฮอล์หรือยาคลายกังวล
หลังเกิดแพนิคครั้งแรก ความทรงจำเกี่ยวกับอาการอาจทำให้เจ้าตัวกลัวมาก เช่น จำได้ว่าครั้งนั้นหัวใจเต้นแรงจนคิดว่าจะเป็นอะไร หรือรู้สึกหายใจไม่ออกขณะอยู่บนรถไฟฟ้า
ครั้งต่อไปเมื่อกำลังจะเข้าสถานการณ์เดิม ความกังวลจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีอาการ บางคนเริ่มพกยาไว้ตลอดเวลา บางคนต้องมีคนไปด้วย และบางคนพบว่าหลังดื่มแอลกอฮอล์แล้วรู้สึกกังวลน้อยลง จึงเริ่มใช้สารเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจ
วงจรอาจเกิดขึ้นในลักษณะว่า
“กลัวว่าจะเกิดแพนิค จึงดื่มหรือใช้ยาเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เมื่อผ่านสถานการณ์ไปได้ ก็เชื่อว่าที่ไม่เกิดอาการเป็นเพราะมีสารหรือยา ทำให้ครั้งต่อไปยิ่งไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้หากไม่มีสิ่งนั้น”
เมื่อเกิดซ้ำ เจ้าตัวอาจเริ่มรู้สึกว่าต้องดื่มก่อนขึ้นเครื่องบิน ต้องใช้ยาก่อนเดินทาง หรือไม่สามารถออกจากบ้านได้หากไม่มียาติดตัว
ปัญหาไม่ได้หมายความว่าการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งผิด แต่การซื้อยาคลายกังวลมาใช้เอง เพิ่มขนาดยาเอง หรือใช้สารเพื่อควบคุมความกลัวโดยไม่มีการประเมิน อาจทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม โดยเฉพาะยาคลายกังวลบางกลุ่มที่มีโอกาสเกิดการพึ่งพาเมื่อใช้ไม่เหมาะสม
การรักษาจึงควรช่วยให้เจ้าตัวเรียนรู้ว่าอาการแพนิคคืออะไร เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความกลัว และการตอบสนองของร่างกาย พร้อมกับสร้างความมั่นใจว่าตนเองสามารถรับมือกับอาการได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเป็นวิธีหลัก
รักษาโรคแพนิคที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
การรักษาต้องเริ่มจากการแยกสาเหตุให้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม และเวียนศีรษะไม่ได้เกิดจากแพนิคเพียงอย่างเดียว
ประเมินโรคทางกาย ผลจากสาร และอาการแพนิค
หากเกิดอาการใจสั่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจผิดปกติ เป็นลม หรือมีอาการที่รุนแรงและแตกต่างจากเดิม ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแพนิค โดยเฉพาะเมื่อเพิ่งใช้สารกระตุ้นหรือสารที่ไม่ทราบส่วนประกอบ ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ตามความเหมาะสม
เมื่อภาวะฉุกเฉินทางกายได้รับการประเมินแล้ว ทีมรักษาจะพิจารณาต่อว่าอาการเกิดขึ้นในช่วงใช้สาร หลังใช้สาร หรือช่วงถอนหรือไม่ เคยเกิดอาการในช่วงที่ไม่ได้ใช้สารหรือไม่ และหลังหยุดสารแล้วอาการยังเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแยกระหว่างโรคแพนิค อาการแพนิคที่เกิดจากสาร และการมีทั้งโรคแพนิคกับปัญหาการใช้สารร่วมกัน
บำบัดความคิดและพฤติกรรมเพื่อหยุดวงจร “กลัวอาการ”
การบำบัดความคิดและพฤติกรรมเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาโรคแพนิค เพราะหลังเกิดอาการครั้งหนึ่ง คนจำนวนหนึ่งเริ่มไวต่อความรู้สึกในร่างกายมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย เจ้าตัวอาจคิดว่า “หัวใจเรากำลังมีปัญหา” ความคิดนี้ทำให้กลัวมากขึ้น เมื่อกลัวมากขึ้นหัวใจก็ยิ่งเต้นเร็วและหายใจเร็วขึ้น จึงยิ่งเชื่อว่าอันตรายกำลังเกิดขึ้น
การบำบัดช่วยให้เข้าใจวงจรนี้และค่อยๆ เปลี่ยนการตีความอาการทางร่างกาย พร้อมฝึกวิธีรับมือกับความกลัวโดยไม่รีบหลีกหนีทุกครั้ง
ในผู้ที่เริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่ เช่น รถไฟฟ้า ห้าง ลิฟต์ หรือการเดินทางไกล อาจมีการค่อยๆ ฝึกกลับไปเผชิญสถานการณ์ตามระดับที่เหมาะสม เป้าหมายไม่ใช่บังคับให้ทำสิ่งที่กลัวที่สุดทันที แต่ช่วยให้เกิดประสบการณ์ใหม่ว่าความวิตกกังวลสามารถเกิดขึ้นและลดลงได้โดยไม่จำเป็นต้องหลีกหนีหรือพึ่งสารทุกครั้ง
รักษาปัญหาการใช้สารไปพร้อมกัน
หากเจ้าตัวใช้แอลกอฮอล์ ยาคลายกังวล หรือสารอื่นเพื่อป้องกันแพนิค ต้องค้นหาว่าสถานการณ์ใดกระตุ้นความอยากใช้สาร เช่น ก่อนขึ้นเครื่องบิน ก่อนออกจากบ้าน ก่อนประชุม หรือเมื่อเริ่มรู้สึกใจเต้นเร็ว
การบำบัดจะช่วยสร้างวิธีรับมืออื่นและวางแผนป้องกันการกลับไปใช้สาร โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เจ้าตัวเคยเชื่อว่าต้องมีสารจึงจะผ่านไปได้
หากมีการติดสารชัดเจน การรักษาโรคแพนิคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อกลับไปใช้สารอีก ฤทธิ์หรืออาการถอนสามารถกระตุ้นอาการทางร่างกายและความวิตกกังวลกลับมาได้
ใช้ยารักษาโรคแพนิคเมื่อมีข้อบ่งชี้
โรคแพนิคสามารถรักษาด้วยยาได้ จิตแพทย์จะพิจารณาตามความถี่และความรุนแรงของอาการ ผลกระทบต่อชีวิต โรคที่เกิดร่วมกัน และประวัติการใช้สาร
ยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาโรคแพนิคต้องรับประทานต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงเริ่มเห็นผล ไม่ใช่ยาที่ทำให้อาการทั้งหมดหายทันทีหลังรับประทานครั้งแรก
สำหรับผู้ที่มีประวัติการติดสาร การเลือกยาต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะยาคลายกังวลบางกลุ่มที่สามารถเกิดการพึ่งพาได้หากใช้ไม่เหมาะสม จึงควรแจ้งประวัติการใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล และสารเสพติดให้จิตแพทย์ทราบตามจริง
ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ใช้ยาของผู้อื่น เพิ่มขนาดยาเอง หรือหยุดยาที่ใช้ต่อเนื่องมานานอย่างกะทันหันโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
คนในครอบครัวเป็นแพนิคและใช้สาร ควรช่วยอย่างไร
เมื่อเห็นคนในครอบครัวเกิดอาการแพนิค สิ่งที่ไม่ควรทำคือรีบตำหนิว่า “คิดไปเอง” “ไม่มีอะไร” หรือ “ทำไมควบคุมตัวเองไม่ได้” เพราะในช่วงนั้นอาการทางร่างกายและความกลัวที่เจ้าตัวรับรู้นั้นรุนแรงจริง
ขณะเดียวกัน ครอบครัวไม่จำเป็นต้องยืนยันความกลัวว่าอันตรายร้ายแรงกำลังเกิดขึ้นทุกครั้ง หากได้รับการประเมินทางการแพทย์แล้วว่าเป็นแพนิค การช่วยให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบ พูดด้วยน้ำเสียงปกติ และช่วยให้ทำตามแผนที่ทีมรักษาแนะนำจะมีประโยชน์กว่า
หลังอาการสงบ ควรพูดคุยถึงรูปแบบที่เกิดขึ้น เช่น “ช่วงหลังเห็นว่าก่อนออกจากบ้านต้องดื่มทุกครั้ง เพราะกลัวว่าจะมีอาการ เราเป็นห่วงว่ามันกำลังกลายเป็นสิ่งที่ต้องพึ่ง”
หากเจ้าตัวไม่ยอมรับว่าการใช้สารเป็นปัญหา ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการโต้เถียงเรื่องคำว่า “ติดยา” หรือ “ติดเหล้า” อาจเริ่มจากเป้าหมายที่เขาเองต้องการ เช่น อยากกลับไปขับรถได้ อยากเดินทางได้ อยากไปทำงานโดยไม่ต้องกลัว หรืออยากนอนหลับโดยไม่ต้องพึ่งสาร
ครอบครัวควรหลีกเลี่ยงการช่วยให้หลบทุกสถานการณ์ที่กลัวอย่างถาวร เพราะแม้จะทำให้เจ้าตัวสบายใจในระยะสั้น แต่การหลีกเลี่ยงทั้งหมดอาจทำให้ความเชื่อว่า “สถานการณ์นี้อันตรายและฉันรับมือไม่ได้” ยังคงอยู่
หากครอบครัวไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็นเป็นแพนิค ผลจากสาร หรือควรพาเข้ารับการบำบัดระดับใด ครอบครัวสามารถมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้แม้เจ้าตัวยังไม่พร้อมมาด้วย
เมื่อมีโรคแพนิคร่วมกับการใช้สาร ควรเริ่มขอความช่วยเหลือที่ไหน
หากมีอาการแพนิคเป็นหลัก และมีประวัติใช้แอลกอฮอล์ กัญชา หรือสารอื่นเป็นครั้งคราว แต่ยังไม่พบรูปแบบการติดสารชัดเจน การประเมินสุขภาพจิตและรูปแบบการใช้สารจะช่วยให้ทราบว่าควรรักษาในระดับใด
หากผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษา หรือมีอาการแพนิคเป็นปัญหาหลักและใช้สารเพียงเป็นครั้งคราวโดยยังไม่มีสัญญาณของการติดสารชัดเจน ครอบครัวสามารถเริ่มต้นด้วยการมาปรึกษาที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อทำความเข้าใจอาการ ประเมินข้อมูลเบื้องต้น และวางแนวทางการพูดคุยหรือชักชวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
แต่หากเริ่มมีลักษณะใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ต้องพึ่งสารเพื่อออกจากบ้านหรือป้องกันแพนิค ใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่หลายครั้ง มีอาการถอน หรือการใช้สารกระทบการเรียน งาน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน ควรให้ความสำคัญกับการประเมินและบำบัดปัญหาการติดสารอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะผู้ที่มีทั้งโรคแพนิคและการติดสาร การรักษาแบบอยู่ประจำอาจช่วยตัดวงจรระหว่างความกลัว การใช้สาร อาการถอน และการกลับไปใช้ซ้ำได้ชัดเจนกว่าการจัดการเฉพาะอาการแพนิคเพียงอย่างเดียว
การบำบัดโรคแพนิคและการติดสารที่ Day One Rehabilitation Center
สำหรับผู้ที่มีการติดสารร่วมกับโรคแพนิค Day One Rehabilitation Center ให้ความสำคัญกับการรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน เพราะอาการแพนิคอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กลับไปใช้สาร ขณะที่ฤทธิ์และอาการถอนจากสารก็สามารถทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล และเกิดอาการคล้ายแพนิคได้อีก
การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยลดการเข้าถึงสารและสิ่งกระตุ้นในช่วงแรก ทำให้ทีมรักษาสามารถติดตามอาการหลังหยุดสาร การนอน ความวิตกกังวล อาการทางร่างกาย และความอยากใช้สารได้ต่อเนื่อง
จิตแพทย์สามารถประเมินว่าอาการใดน่าจะสัมพันธ์กับโรคแพนิค อาการใดสัมพันธ์กับสาร และมีโรคทางจิตเวชอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่ พร้อมพิจารณาการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้
การบำบัดรายบุคคลช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเข้าใจวงจรระหว่างความรู้สึกในร่างกาย ความคิดที่ตีความว่าอันตราย ความกลัว การหลีกเลี่ยง และการใช้สาร รวมถึงฝึกวิธีรับมือใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสาร
ส่วนการป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำจะเตรียมรับสถานการณ์จริงหลังออกจากศูนย์ เช่น หากกลับมาใจสั่นจะทำอย่างไร หากเกิดความอยากใช้ยาหรือดื่มเพื่อป้องกันแพนิคจะรับมืออย่างไร และหากต้องกลับไปยังสถานที่ที่เคยเกิดอาการจะวางแผนอย่างไร
เป้าหมายของการฟื้นฟูจึงไม่ใช่เพียงทำให้อาการแพนิคสงบในช่วงที่อยู่ในศูนย์ แต่ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษากลับไปใช้ชีวิตโดยไม่ต้องจัดทุกอย่างรอบความกลัวว่าจะเกิดแพนิค และไม่ต้องพึ่งสารเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคแพนิคและการใช้สารเสพติด
ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หมายความว่าเป็นแพนิคหรือไม่
ไม่เสมอไป อาการเหล่านี้สามารถพบในแพนิค แต่โรคหัวใจ ปัญหาทางร่างกาย ยาบางชนิด และสารเสพติดก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นครั้งแรก รุนแรง หรือแตกต่างจากเดิม ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแพนิค
แพนิคอันตรายถึงชีวิตหรือไม่
อาการแพนิคทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเกิดอันตรายรุนแรง แต่อาการแพนิคเองโดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอก หายใจผิดปกติ หมดสติ หรืออาการที่เกิดหลังใช้สารไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นแพนิค ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ตามความเหมาะสม
ยาบ้าหรือไอซ์ทำให้แพนิคได้ไหม
สารกระตุ้นสามารถทำให้หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และวิตกกังวลรุนแรง จึงสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายแพนิคหรือกระตุ้นอาการในผู้ที่มีความไวต่อความวิตกกังวลได้
กัญชาทำให้แพนิคได้ไหม
ได้ในบางคน กัญชาสามารถทำให้ใจเต้นเร็ว วิตกกังวล หวาดกลัว หรือรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวผิดไปจากเดิม ซึ่งอาจนำไปสู่อาการแพนิคได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประสบการณ์แพนิคหรือไวต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ดื่มเหล้าแล้วแพนิคดีขึ้น แปลว่าใช้รักษาได้หรือไม่
ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีรักษาโรคแพนิค แม้อาจทำให้บางคนรู้สึกผ่อนคลายชั่วคราว แต่หากเริ่มต้องดื่มเพื่อออกจากบ้าน เดินทาง หรือเข้าสถานการณ์ที่กลัว อาจเกิดการพึ่งแอลกอฮอล์และทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น
ยาคลายกังวลรักษาแพนิคได้ไหม และทำให้ติดหรือไม่
ยามีบทบาทในการรักษาโรคแพนิค แต่ยาคลายกังวลบางกลุ่มมีโอกาสเกิดการพึ่งพาหากใช้ไม่เหมาะสม การเลือกยาจึงควรให้จิตแพทย์ประเมิน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการติดสารหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
แพนิครักษาหายไหม
โรคแพนิคสามารถรักษาและควบคุมอาการได้ การรักษาช่วยลดทั้งความถี่ของอาการและความกลัวว่าจะเกิดอาการซ้ำ รวมถึงช่วยให้กลับไปทำกิจกรรมที่เคยหลีกเลี่ยงได้มากขึ้น
เป็นแพนิคควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการหรือไม่
การหลีกเลี่ยงอาจทำให้รู้สึกปลอดภัยในระยะสั้น แต่หากหลีกเลี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตอาจถูกจำกัด การรักษามักช่วยให้ค่อยๆ กลับไปเผชิญสถานการณ์อย่างเหมาะสมแทนการหลีกเลี่ยงทั้งหมด
เป็นโรคแพนิคและติดสาร ต้องรักษาอะไรก่อน
ในหลายกรณีควรรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน โดยจัดลำดับจากความปลอดภัย ภาวะมึนเมาหรือถอนสาร อาการทางกาย และความรุนแรงของแพนิค หากการใช้สารเป็นวิธีหลักที่เจ้าตัวใช้เพื่อป้องกันหรือควบคุมแพนิค ยิ่งควรดูแลทั้งสองด้านอย่างเชื่อมโยงกัน
เป็นแพนิคและใช้สาร จำเป็นต้องเข้าศูนย์บำบัดหรือไม่
หากใช้สารเพียงเป็นครั้งคราวและยังไม่มีลักษณะติดสารชัดเจน อาจเริ่มจากการประเมินสุขภาพจิต หรือให้ครอบครัวมาปรึกษาที่**ปีติ คลินิก (Piti Clinic)**ก่อนได้ แต่หากควบคุมการใช้สารไม่ได้ ใช้ซ้ำ ต้องพึ่งสารเพื่อใช้ชีวิต หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่ หรือมีอาการถอน การบำบัดการติดสารแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center อาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา
โรคแพนิคและการติดสารไม่ควรปล่อยให้ความกลัวกลายเป็นตัวกำหนดชีวิต
สิ่งที่ทำให้โรคแพนิคกระทบชีวิตมากไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่ใจสั่นหรือหายใจไม่อิ่ม แต่คือความกลัวว่าอาการจะกลับมาอีก จนเจ้าตัวเริ่มจัดชีวิตทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านั้น
หากมีการใช้สารเข้ามาเกี่ยวข้อง วงจรอาจซับซ้อนขึ้น เพราะเจ้าตัวอาจเชื่อว่าต้องดื่ม ต้องใช้ยา หรือมีสารบางอย่างจึงจะรู้สึกปลอดภัย ขณะที่สารบางชนิดเองก็สามารถทำให้หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ วิตกกังวล และกระตุ้นอาการคล้ายแพนิคได้
การรักษาที่เหมาะสมจึงต้องตอบให้ได้ทั้งสองคำถาม คือ “อาการแพนิคเกิดจากอะไร” และ “สารกำลังมีบทบาทอะไรในชีวิตของคนคนนี้” เพื่อแยกระหว่างโรคแพนิค ผลจากสาร อาการถอน และการมีทั้งสองปัญหาร่วมกัน
สำหรับครอบครัว หากยังไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็นควรเริ่มรักษาที่ไหน สามารถขอคำปรึกษาก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวยอมรับทุกปัญหา แต่เมื่อเริ่มเห็นรูปแบบการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ หรือจำเป็นต้องพึ่งสารเพื่อดำเนินชีวิต การประเมินและบำบัดปัญหาการติดสารอย่างจริงจังตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันไม่ให้วงจรความกลัวและการใช้สารฝังแน่นมากขึ้น
