บาดแผลทางใจและ PTSD กับการใช้สารเสพติด เมื่อความทรงจำในอดีตกลายเป็นเหตุให้พึ่งสาร
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
เหตุการณ์รุนแรงหรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจสามารถทิ้งผลกระทบไว้ได้นาน แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้ว บางคนยังฝันร้าย นึกถึงเหตุการณ์ซ้ำโดยไม่ตั้งใจ สะดุ้งง่าย ระแวงว่าจะเกิดเหตุร้าย หลีกเลี่ยงสถานที่หรือคนที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดิม หรือรู้สึกเหมือนต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิต การบาดเจ็บรุนแรง ความรุนแรง การถูกคุกคามทางเพศ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ หรือการสูญเสียและเหตุการณ์สะเทือนใจบางลักษณะ หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องและส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาจเกี่ยวข้องกับโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD
ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นเมื่อเจ้าตัวพบว่าแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ กัญชา หรือสารเสพติดบางชนิดทำให้รู้สึกเหมือนคิดน้อยลง หลับง่ายขึ้น หรือไม่ต้องรู้สึกถึงความทรงจำที่เจ็บปวดชั่วคราว จากการใช้เพื่อให้ผ่านคืนหนึ่งไปได้ อาจค่อยๆ กลายเป็นการใช้ทุกครั้งที่ฝันร้าย เครียด เหงา หรือถูกกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์เดิม
ครอบครัวจึงควรมองให้ลึกกว่าคำถามว่า “ทำไมถึงไม่หยุดใช้สาร” เพราะในบางคน สารอาจกลายเป็นวิธีรับมือกับความกลัว ความทรงจำ และความรู้สึกที่ยังไม่ได้รับการดูแล การรักษาที่เหมาะสมจึงต้องช่วยทั้งเรื่องบาดแผลทางใจ อาการ PTSD และปัญหาการใช้สาร ไม่ใช่รักษาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
บาดแผลทางใจและ PTSD คืออะไร มีอาการอย่างไร
การผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็น PTSD หลายคนอาจมีความกลัว นอนไม่หลับ หรือคิดถึงเหตุการณ์นั้นมากในช่วงแรกแล้วอาการค่อยๆ ดีขึ้น
PTSD เป็นภาวะที่อาการหลังเหตุการณ์สะเทือนใจยังคงอยู่และส่งผลต่อชีวิตอย่างชัดเจน โดยอาการอาจแบ่งให้เข้าใจง่ายได้หลายลักษณะ
ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์กลับมาโดยไม่ต้องการ
เจ้าตัวอาจนึกถึงภาพหรือเหตุการณ์ซ้ำ ฝันร้าย หรือมีช่วงที่รู้สึกเหมือนเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ในความเป็นจริงจะอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว
สิ่งกระตุ้นอาจเป็นเสียง กลิ่น สถานที่ ข่าว คนบางคน วันครบรอบ หรือสถานการณ์ที่มีรายละเอียดคล้ายกับเหตุการณ์เดิม
พยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์
บางคนไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงสถานที่ ไม่พบคนบางกลุ่ม หรือพยายามไม่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
การใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อทำให้ตนเองชา หลับ หรือไม่ต้องคิด ก็สามารถกลายเป็นอีกวิธีหนึ่งของการหลีกเลี่ยงความรู้สึกได้
ความคิดและอารมณ์เปลี่ยนไป
บางคนรู้สึกผิด โทษตัวเอง มองโลกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกห่างเหินจากคนรอบตัว ไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่เหมือนเดิมหลังเกิดเหตุการณ์
อาการเหล่านี้สามารถเกิดร่วมกับโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ จึงควรประเมินร่วมกัน
ร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะระวังภัยมากเกินไป
อาจพบอาการสะดุ้งง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ สมาธิลดลง ระแวงสิ่งรอบตัว หรือรู้สึกว่าต้องคอยตรวจสอบความปลอดภัยอยู่เสมอ
บางคนจึงเหนื่อยมากแม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก เพราะสมองและร่างกายเหมือนอยู่ในภาวะเตรียมรับอันตรายตลอดเวลา
หากมีอารมณ์ตกอย่างรุนแรง แยกตัวจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ หรือมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
ทำไมคนที่มีบาดแผลทางใจหรือ PTSD จึงอาจพึ่งสารเสพติด
สำหรับคนที่มี PTSD การใช้สารบางครั้งไม่ได้เริ่มจากความต้องการความสนุก แต่อาจเริ่มจากความต้องการหยุดความรู้สึกบางอย่าง
บางคนดื่มแอลกอฮอล์เพราะรู้สึกว่าหลังดื่มแล้วหลับง่ายและฝันน้อยลง บางคนใช้กัญชาเพราะต้องการให้ความคิดช้าลง บางคนพึ่งยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเพราะกลัวช่วงกลางคืน ขณะที่บางคนใช้สารกระตุ้นเพื่อฝืนความเหนื่อยหรือพยายามไม่หลับเพราะกลัวฝันร้าย
รูปแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการใช้สารเพื่อบรรเทาความทุกข์ทางใจด้วยตนเอง เจ้าตัวอาจรู้สึกว่าสารช่วยจริงในช่วงแรก เพราะความกลัว ความคิด หรือความทรงจำลดลงชั่วคราว
แต่เมื่อใช้ซ้ำ สมองอาจเริ่มเรียนรู้ว่าเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องดื่มหรือใช้สารจึงจะผ่านความรู้สึกนั้นไปได้ เจ้าตัวจึงมีโอกาสพึ่งสารมากขึ้นทุกครั้งที่เกิดความเครียด ฝันร้าย หรือพบสิ่งกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์เดิม
ในระยะยาว การใช้สารอาจทำให้การนอน อารมณ์ ความจำ ความสัมพันธ์ และความสามารถในการควบคุมตนเองแย่ลง เมื่อผลของสารผ่านไป ความวิตกกังวลหรืออารมณ์ตกอาจกลับมาอีก ทำให้เจ้าตัวต้องการใช้สารซ้ำเพื่อหลีกหนีความรู้สึกเดิม
ดังนั้น สิ่งที่ครอบครัวเห็นว่าเป็น “การกลับไปใช้ยาอีกแล้ว” อาจมีสิ่งกระตุ้นอยู่เบื้องหลัง เช่น ฝันร้าย ทะเลาะกับคู่รัก ได้พบคนจากอดีต ไปยังสถานที่เดิม หรือเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเหมือนในอดีต
การค้นหาสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ไม่ได้เป็นการหาข้อแก้ตัวให้การใช้สาร แต่ช่วยให้การรักษาไปถึงต้นเหตุที่ทำให้กลับไปใช้สารซ้ำ
จะแยกได้อย่างไรว่าเป็น PTSD หรือเป็นอาการจากสารเสพติด
อาการหลายอย่างของ PTSD สามารถซ้อนทับกับผลจากสารได้ เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย สมาธิลดลง หงุดหงิด หวาดระแวง ฝันผิดปกติ หรืออารมณ์แปรปรวน
สารกระตุ้นอย่างยาบ้าและไอซ์สามารถทำให้นอนไม่หลับ ตื่นตัวมาก กระสับกระส่าย และหวาดระแวง โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรืออดนอนเป็นเวลานาน ในบางรายอาจเกิดอาการหลอนหรืออาการทางจิตได้
กัญชาอาจทำให้บางคนรู้สึกผ่อนคลาย แต่ในบางคนสามารถเพิ่มความวิตกกังวล ความกลัว หรือความหวาดระแวงได้
แอลกอฮอล์และยากดประสาทอาจทำให้รู้สึกสงบหรือง่วงในช่วงที่ออกฤทธิ์ แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องจนเกิดการพึ่งพา การลดหรือหยุดอย่างกะทันหันอาจทำให้วิตกกังวล มือสั่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ได้
ทีมรักษาจึงต้องดูว่าเหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อใด อาการเริ่มเมื่อใด อาการเคยเกิดในช่วงที่ไม่ได้ใช้สารหรือไม่ และอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อสารหมดฤทธิ์หรือหลังผ่านช่วงถอนสาร
ในบางคน PTSD มีอยู่ก่อนแล้วและนำไปสู่การใช้สาร บางคนมีอาการจากสารที่ดูคล้าย PTSD และบางคนมีทั้ง PTSD และการติดสารเกิดร่วมกันจริง การแยกความสัมพันธ์เหล่านี้มีผลโดยตรงต่อแผนการรักษา
รักษา PTSD ที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการทำให้เจ้าตัวหยุดคิดถึงอดีต แต่ช่วยให้สามารถรับมือกับความทรงจำและอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้สารเพื่อหลีกหนีทุกครั้ง
สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงก่อน
ก่อนลงรายละเอียดของเหตุการณ์สะเทือนใจ ทีมรักษาต้องประเมินความปลอดภัยในปัจจุบันก่อน เช่น ยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีความรุนแรงหรือถูกคุกคามหรือไม่ มีอาการถอนสารหรือไม่ มีอาการทางจิตร่วมด้วยหรือไม่ และมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือไม่
หากยังอยู่ในภาวะมึนเมา มีอาการถอนรุนแรง หรือสภาพจิตใจยังไม่มั่นคง การรักษาจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการทำให้อาการคงที่ก่อน
การรักษาบาดแผลทางใจไม่ได้หมายความว่าต้องบังคับให้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดทันที ผู้เข้ารับการรักษาควรมีความรู้สึกปลอดภัยและมีส่วนร่วมในการกำหนดจังหวะของการรักษา
บำบัด PTSD และการติดสารอย่างเชื่อมโยงกัน
หากเจ้าตัวใช้สารทุกครั้งที่ฝันร้ายหรือเกิดความทรงจำรบกวน การรักษาการติดสารโดยไม่แตะเรื่อง PTSD อาจทำให้เขากลับไปเผชิญความรู้สึกเดิมโดยไม่มีวิธีรับมืออื่น
ในทางกลับกัน หากรักษา PTSD แต่ยังใช้สารอย่างต่อเนื่อง ผลของสาร การถอนสาร และความไม่สม่ำเสมอของการนอนอาจรบกวนการฟื้นตัว
การบำบัดจึงควรช่วยให้เจ้าตัวเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งกระตุ้น ความรู้สึก ความทรงจำ ความอยากใช้สาร และพฤติกรรมที่ตามมา พร้อมฝึกวิธีจัดการอารมณ์และความเครียดที่ไม่ต้องพึ่งสาร
เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจมีความพร้อม ผู้เชี่ยวชาญอาจใช้การบำบัดที่มุ่งรักษาบาดแผลทางใจโดยตรงตามความเหมาะสมของแต่ละคน
ดูแลการนอนและฝันร้ายโดยไม่พึ่งสาร
ปัญหาการนอนเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้มี PTSD หันไปพึ่งแอลกอฮอล์ กัญชา หรือยานอนหลับ
การรักษาจึงต้องถามให้ชัดว่าเจ้าตัวกลัวการนอนเพราะอะไร หลับยากเพราะร่างกายตื่นตัวมาก หรือหลีกเลี่ยงการนอนเพราะกลัวฝันร้าย
การฟื้นฟูการนอนควรทำร่วมกับการรักษา PTSD และการติดสาร ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการซื้อยานอนหลับหรือยาคลายกังวลมาใช้เอง เพราะยาบางชนิดมีโอกาสเกิดการพึ่งพาหากใช้ไม่เหมาะสม
ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้
PTSD สามารถรักษาด้วยยาได้ในบางกรณี โดยจิตแพทย์จะพิจารณาตามอาการหลัก ความรุนแรง โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน และโรคทางจิตเวชอื่นที่เกิดร่วมกัน
สำหรับผู้ที่มีประวัติการติดสาร การเลือกยาต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการพึ่งพายาด้วย จึงควรแจ้งประวัติการใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล และสารเสพติดให้แพทย์ทราบตามจริง
ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ใช้ยาของผู้อื่น หรือปรับยาเพื่อกดความทรงจำ ความวิตกกังวล หรือทำให้หลับโดยไม่ได้รับการประเมิน
ครอบครัวควรพูดคุยอย่างไร เมื่อบาดแผลทางใจเกี่ยวข้องกับการใช้สาร
ครอบครัวอาจอยากรู้ว่า “เกิดอะไรขึ้น” และคิดว่าหากเจ้าตัวยอมเล่าออกมาทั้งหมดจะช่วยให้ดีขึ้น แต่การซักถามหรือกดดันให้เล่าเหตุการณ์ที่ยังไม่พร้อมพูดถึงอาจทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น
สิ่งที่ช่วยได้คือการยอมรับว่าอาการที่เกิดขึ้นส่งผลต่อชีวิตจริง โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าเจ้าตัวควรรู้สึกอย่างไร
ควรหลีกเลี่ยงประโยค เช่น “เรื่องผ่านไปตั้งนานแล้ว” “ทำไมยังไม่ลืม” “คนอื่นเจอหนักกว่านี้ยังอยู่ได้” หรือ “อย่าคิดถึงมันก็พอ” เพราะ PTSD ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าตัวตั้งใจคิดถึงเหตุการณ์มากเกินไป
หากมีการใช้สารร่วมด้วย ไม่ควรนำเหตุการณ์ในอดีตมาใช้เป็นเหตุผลในการยอมรับการใช้สารต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ควรมองข้ามว่าการใช้สารอาจกำลังทำหน้าที่บางอย่างให้เจ้าตัว
ครอบครัวอาจพูดว่า “ช่วงหลังเห็นว่าทุกครั้งที่นอนไม่หลับหรือฝันร้าย จะกลับไปดื่มหรือใช้ยา เราเป็นห่วงว่ามันกำลังทำให้ต้องพึ่งสารมากขึ้น อยากช่วยหาวิธีที่ปลอดภัยกว่านี้”
หากผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหาการติดสาร ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการบังคับให้ยอมรับคำว่า “ติดยา” อาจเริ่มจากปัญหาที่เขารับรู้ได้ เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย หงุดหงิด ความสัมพันธ์แย่ลง หรือรู้สึกว่าต้องใช้สารจึงจะสงบ
เมื่อมี PTSD ร่วมกับการใช้สาร ควรเริ่มขอความช่วยเหลือที่ไหน
หากปัญหาหลักเป็นอาการจากบาดแผลทางใจหรือ PTSD และมีการใช้แอลกอฮอล์ กัญชา หรือสารอื่นเพียงเป็นครั้งคราว โดยยังไม่มีรูปแบบการติดสารชัดเจน หรือผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษาและครอบครัวต้องการคำแนะนำก่อน สามารถเริ่มต้นด้วยการมาปรึกษาที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการ ความปลอดภัย การนอน และความสัมพันธ์ระหว่างบาดแผลทางใจกับการใช้สาร รวมถึงช่วยครอบครัววางแนวทางการพูดคุยและชักชวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
แต่หากมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ต้องใช้สารเพื่อหลับ หยุดฝันร้าย ลดความกลัว หรือทำให้ตนเองรู้สึกชาเป็นประจำ เพิ่มปริมาณขึ้น หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่หลายครั้ง มีอาการถอน หรือการใช้สารกระทบงาน การเงิน และความสัมพันธ์ ควรให้ความสำคัญกับการบำบัดปัญหาการติดสารอย่างจริงจัง
ในผู้ที่มีทั้ง PTSD และการติดสาร สภาพแวดล้อมเดิมอาจเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น ทั้งคน สถานที่ ความสัมพันธ์ และการเข้าถึงสาร การบำบัดแบบอยู่ประจำจึงอาจช่วยสร้างช่วงเวลาที่ปลอดจากสารและสิ่งกระตุ้น เพื่อเริ่มฟื้นฟูทั้งสองปัญหาอย่างเป็นระบบ
การบำบัด PTSD และการติดสารที่ Day One Rehabilitation Center
สำหรับผู้ที่มีการติดสารร่วมกับ PTSD หรือบาดแผลทางใจ Day One Rehabilitation Center ให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งการใช้สารและปัญหาสุขภาพจิตที่อยู่เบื้องหลัง เพราะการหยุดสารเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากทุกครั้งที่ความทรงจำหรือฝันร้ายกลับมา เจ้าตัวยังไม่มีวิธีรับมืออื่นนอกจากการใช้สาร
การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยลดการเข้าถึงสารและสิ่งกระตุ้นในช่วงแรก พร้อมติดตามอาการหลังหยุดสาร การนอน ความวิตกกังวล อารมณ์ ความอยากใช้สาร และอาการทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน
จิตแพทย์สามารถประเมินว่าอาการใดสัมพันธ์กับ PTSD อาการใดอาจเกิดจากสารหรืออาการถอน และมีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นร่วมด้วยหรือไม่ รวมถึงพิจารณาการใช้ยาตามข้อบ่งชี้
การบำบัดรายบุคคลช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาค่อยๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ในอดีต อารมณ์ในปัจจุบัน และการใช้สาร โดยไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ก่อนที่จะพร้อม
ขณะเดียวกัน การบำบัดการติดสารจะช่วยค้นหาสิ่งกระตุ้นที่เชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจ เช่น ความขัดแย้ง ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง เสียงหรือสถานที่บางอย่าง ฝันร้าย หรือช่วงเวลาที่รู้สึกไม่ปลอดภัย พร้อมสร้างวิธีรับมือที่ไม่ต้องกลับไปใช้สาร
ก่อนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ การป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำควรเตรียมแผนสำหรับสถานการณ์จริง เช่น หากฝันร้ายกลับมาจะทำอย่างไร หากพบคนหรือสถานที่ที่กระตุ้นความทรงจำจะขอความช่วยเหลือจากใคร และหากเกิดความอยากใช้สารเพื่อหยุดความรู้สึก จะมีวิธีรับมืออื่นอย่างไร
เป้าหมายของการฟื้นฟูจึงไม่ใช่การบังคับให้ลืมอดีต แต่ช่วยให้เหตุการณ์ในอดีตไม่จำเป็นต้องควบคุมชีวิตในปัจจุบัน และเจ้าตัวไม่ต้องพึ่งสารทุกครั้งที่ความทรงจำหรือความรู้สึกยากๆ กลับมา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PTSD และการใช้สารเสพติด
เจอเหตุการณ์สะเทือนใจแล้วจะเป็น PTSD ทุกคนหรือไม่
ไม่ใช่ ทุกคนสามารถมีความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาเป็น PTSD ทุกคน การวินิจฉัยต้องพิจารณาลักษณะอาการ ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต
PTSD คือคิดมากหรือไม่ยอมลืมอดีตหรือไม่
ไม่ใช่ PTSD ไม่ได้เกิดจากการที่คนเลือกคิดถึงเหตุการณ์มากเกินไป ความทรงจำ ฝันร้าย และการตอบสนองของร่างกายสามารถเกิดขึ้นโดยเจ้าตัวไม่ได้ต้องการ
PTSD ทำให้นอนไม่หลับได้ไหม
ได้ ผู้ที่มี PTSD อาจตื่นตัวมาก หลับยาก สะดุ้งตื่น หรือมีฝันร้าย บางคนจึงเริ่มกลัวการนอนและหันไปใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อช่วยให้หลับ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาการใช้สารได้
ดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้นอนหลังฝันร้ายได้หรือไม่
ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีรักษา PTSD หรือปัญหาการนอน แม้อาจทำให้ง่วงในช่วงแรก แต่สามารถรบกวนคุณภาพการนอนและหากใช้ซ้ำเพื่อควบคุมอาการ อาจเกิดการพึ่งพาได้
กัญชาช่วยรักษา PTSD ได้หรือไม่
ไม่ควรใช้กัญชาเพื่อรักษา PTSD ด้วยตนเอง ผลของกัญชาแตกต่างกันในแต่ละคน และในบางคนสามารถเพิ่มความวิตกกังวล ความกลัว หรือความหวาดระแวงได้ หากกำลังใช้กัญชาเพื่อรับมือกับฝันร้ายหรือความทรงจำ ควรได้รับการประเมินทั้ง PTSD และรูปแบบการใช้สาร
ต้องเล่าเหตุการณ์ที่เจ็บปวดทั้งหมดให้ผู้บำบัดฟังตั้งแต่ครั้งแรกหรือไม่
ไม่จำเป็น การรักษาควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความพร้อมของผู้เข้ารับการรักษา การสร้างความไว้วางใจและทักษะรับมือกับอารมณ์เป็นส่วนสำคัญ ไม่ควรบังคับให้เล่ารายละเอียดที่ยังไม่พร้อมเปิดเผย
PTSD รักษาได้ไหม
รักษาได้ การรักษาสามารถช่วยลดความรุนแรงของความทรงจำรบกวน การหลีกเลี่ยง ความตื่นตัวมากเกินไป ปัญหาการนอน และผลกระทบต่อชีวิต การบำบัดทางจิตใจเป็นส่วนสำคัญ และบางคนอาจได้รับยาร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้
หาก PTSD ทำให้กลับไปใช้สารซ้ำ ควรรักษาอะไรก่อน
ในหลายกรณีควรรักษาทั้ง PTSD และปัญหาการใช้สารอย่างเชื่อมโยงกัน โดยจัดลำดับความปลอดภัยก่อน หากมีภาวะมึนเมา อาการถอนรุนแรง อาการทางจิต หรือความคิดและพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ต้องจัดการภาวะเหล่านี้ก่อน แล้วจึงวางแผนการรักษาบาดแผลทางใจในจังหวะที่เหมาะสม
คนในครอบครัวไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ควรบังคับให้เล่าหรือไม่
ไม่ควรบังคับ การให้พื้นที่และความรู้สึกปลอดภัยมักมีประโยชน์มากกว่าการซักถามรายละเอียด ครอบครัวสามารถชวนให้เข้ารับการประเมินจากอาการที่กำลังรบกวนชีวิต เช่น ฝันร้าย นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือการใช้สาร โดยไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดก่อน
PTSD และการใช้สารจำเป็นต้องเข้าศูนย์บำบัดหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากปัญหาหลักเป็น PTSD และมีการใช้สารเพียงเป็นครั้งคราวโดยยังไม่มีลักษณะการติดสารชัดเจน สามารถเริ่มจากการประเมินสุขภาพจิตได้ แต่หากมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ต้องพึ่งสารเพื่อหลับ ลดความกลัว หรือหลีกหนีความทรงจำ หยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่ หรือมีอาการถอน การบำบัดการติดสารแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center เป็นทางเลือกที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
การฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต แต่คือการกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งสาร
บาดแผลทางใจอาจส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย ความสัมพันธ์ การนอน และวิธีที่คนคนหนึ่งมองตัวเองหรือโลกภายนอก บางคนจึงใช้สารไม่ใช่เพราะต้องการความสนุก แต่เพราะต้องการหยุดความทรงจำ ลดความกลัว หรือทำให้ตนเองไม่ต้องรู้สึกอะไรชั่วคราว
เมื่อสารกลายเป็นวิธีหลักในการรับมือ ปัญหาทั้งสองด้านสามารถส่งเสริมกันได้ อาการ PTSD กระตุ้นให้ใช้สาร ขณะที่ผลของสาร การถอนสาร และปัญหาชีวิตจากการใช้สารสามารถทำให้อารมณ์ การนอน และความรู้สึกไม่ปลอดภัยรุนแรงขึ้น
การรักษาจึงควรช่วยให้เจ้าตัวมีวิธีรับมือกับความทรงจำและอารมณ์ที่ปลอดภัยกว่าเดิม พร้อมกับดูแลปัญหาการใช้สารอย่างจริงจัง ครอบครัวเองไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดจึงจะเริ่มช่วยได้ การรับฟังโดยไม่บังคับ การสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างอาการกับการใช้สาร และการพาเข้าสู่การประเมินที่เหมาะสม สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูได้
อดีตอาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุให้คนคนหนึ่งต้องพึ่งสารไปตลอด การรักษาที่ดูแลทั้งบาดแผลทางใจและการติดสารสามารถช่วยให้เจ้าตัวค่อยๆ กลับมารู้สึกปลอดภัย มีทางเลือกในการรับมือกับความทุกข์ และกลับไปใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหลีกหนีความรู้สึกด้วยสารเสพติด
