โรคซึมเศร้ากับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
โรคซึมเศร้าไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้สึกเศร้าหรือเสียใจในบางช่วง แต่เป็นภาวะที่อารมณ์ ความคิด แรงจูงใจ การนอน การกิน และความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และการดูแลตัวเอง
เมื่อโรคซึมเศร้าเกิดร่วมกับการใช้สารเสพติด ปัญหามักซับซ้อนขึ้น บางคนเริ่มใช้แอลกอฮอล์ กัญชา ยากล่อมประสาท หรือสารอื่นเพื่อพยายามทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น หลับง่ายขึ้น หยุดคิด หรือหลีกหนีจากความทุกข์ ขณะที่บางคนเริ่มมีอาการซึมเศร้าหลังใช้สารต่อเนื่องหรือในช่วงหยุดสาร
จึงไม่ควรสรุปทันทีว่า “ซึมเศร้าเพราะติดยา” หรือ “ใช้ยาเพราะเป็นซึมเศร้า” เพราะทั้งสองปัญหาสามารถเกิดก่อน เกิดตามหลัง และส่งผลต่อกันได้ การรักษาที่เหมาะสมจึงต้องประเมินทั้งอาการซึมเศร้าและรูปแบบการใช้สาร เพื่อให้เข้าใจว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการดำเนินต่อและควรรักษาส่วนใดพร้อมกัน
โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร เมื่อเกิดร่วมกับการใช้สารเสพติด
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องร้องไห้หรือดูเศร้าตลอดเวลา บางคนแสดงออกเป็นความเหนื่อยล้า เฉยชา หงุดหงิด ไม่อยากพูดกับใคร หรือไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ ครอบครัวจึงอาจเข้าใจว่าเจ้าตัวขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ หรือไม่พยายาม ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการ
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่
-
รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเป็นเวลาต่อเนื่อง
-
ไม่สนใจหรือไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ
-
เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง และไม่อยากทำกิจกรรม
-
นอนมากเกินไป นอนไม่หลับ หรือตื่นผิดเวลา
-
เบื่ออาหารหรือรับประทานมากขึ้นจนผิดไปจากเดิม
-
สมาธิลดลง คิดช้า หรือตัดสินใจได้ยาก
-
รู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า หรือเป็นภาระ
-
แยกตัวจากครอบครัวและเพื่อน
-
การเรียนหรือการทำงานแย่ลง
-
หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะในวัยรุ่นและคนบางกลุ่ม
-
ละเลยการดูแลตัวเอง
-
ใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดมากขึ้นเพื่อจัดการกับอารมณ์
-
รู้สึกสิ้นหวังหรือมีความคิดและพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
อาการหลายข้อสามารถเกิดจากฤทธิ์ของสารหรือช่วงถอนสารได้เช่นกัน เช่น นอนไม่หลับ ไม่มีแรง หงุดหงิด เบื่ออาหาร สมาธิลดลง หรืออารมณ์ซึม ดังนั้นการพบอาการเหล่านี้ในผู้ใช้สารไม่ได้หมายความว่าจะวินิจฉัยโรคซึมเศร้าได้ทันที
จิตแพทย์จะพิจารณาประวัติอาการก่อนเริ่มใช้สาร ชนิดและปริมาณของสาร ช่วงเวลาที่อาการเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงหลังหยุดสาร และประวัติโรคทางจิตเวชเดิม เพื่อแยกโรคซึมเศร้าออกจากอาการทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับสารให้ชัดเจนที่สุด
ทำไมโรคซึมเศร้ากับการติดสารเสพติดจึงเกิดร่วมกันได้
สำหรับบางคน โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นก่อนการใช้สาร เมื่อรู้สึกเศร้า เหงา นอนไม่หลับ หรือมีความคิดวนซ้ำ การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารอาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือหลุดออกจากความทุกข์ได้ชั่วคราว จึงเกิดการเรียนรู้ว่าเมื่อรู้สึกแย่ให้กลับไปหาสาร
รูปแบบนี้เรียกว่า self-medication หรือการใช้สารเพื่อบรรเทาอาการทางใจด้วยตนเอง ผู้ที่ทำเช่นนี้อาจไม่ได้ตั้งใจจะติดสาร แต่อาจรู้สึกว่าสารช่วยให้หยุดคิด หลับได้ กล้าพูดคุยกับคนอื่น หรือไม่ต้องเผชิญกับความเศร้าและความเครียดในช่วงเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม สารไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคซึมเศร้า และผลที่ช่วยให้อาการดีขึ้นมักเกิดเพียงชั่วคราว เมื่อฤทธิ์หมด อารมณ์อาจตกลงกว่าเดิม หรือเกิดความกังวล หงุดหงิด นอนไม่หลับ และรู้สึกผิดตามมา หากใช้สารซ้ำมากขึ้นหรือบ่อยขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบเดิม อาจนำไปสู่ปัญหาการนอน การเงิน งาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเครียดและทำให้อารมณ์ซึมรุนแรงขึ้นอีก
วงจรอาจเกิดขึ้นในลักษณะว่า รู้สึกเศร้าหรือเครียดจึงใช้สาร เมื่อใช้สารแล้วเกิดผลเสียจึงรู้สึกผิดและสิ้นหวังมากขึ้น จากนั้นกลับไปใช้สารอีกเพื่อไม่ต้องรู้สึกกับความทุกข์เหล่านั้น การเข้าใจว่าเป็นวงจร self-medication ช่วยให้ครอบครัวมองเห็นว่า การใช้สารอาจเป็นทั้งปัญหาและวิธีรับมือกับความทุกข์ที่เจ้าตัวมีอยู่ แม้ว่าวิธีนั้นจะทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นในระยะยาวก็ตาม
ในอีกกลุ่มหนึ่ง การใช้สารเกิดขึ้นก่อน สารบางชนิดสามารถทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงระหว่างออกฤทธิ์หรือหลังฤทธิ์หมดได้ โดยเฉพาะสารกระตุ้นอย่างยาบ้า ไอซ์ หรือโคเคน หลังช่วงที่สมองถูกกระตุ้นมากอาจตามมาด้วยความเหนื่อยล้า ไม่มีแรง นอนมาก อารมณ์ตก และไม่อยากทำอะไร
แอลกอฮอล์ก็สามารถทำให้อาการซึมเศร้าซับซ้อนขึ้นได้ แม้บางคนดื่มเพราะคิดว่าช่วยผ่อนคลายหรือหลับง่าย แต่การดื่มต่อเนื่องสามารถรบกวนคุณภาพการนอน การควบคุมอารมณ์ และการตัดสินใจ
ด้วยเหตุนี้ การรักษาจึงต้องหาความสัมพันธ์ของทั้งสองปัญหาในแต่ละคน แทนที่จะตั้งสมมติฐานว่าทุกคนมีสาเหตุเหมือนกัน
โรคซึมเศร้าร่วมกับการใช้สาร มีสัญญาณอะไรที่ครอบครัวควรรีบขอความช่วยเหลือ
ผู้ที่มีทั้งอาการซึมเศร้าและการใช้สารควรได้รับการประเมินเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะในช่วงที่มึนเมา ถอนสาร หรือมีอารมณ์ซึมรุนแรง ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจและการตัดสินใจอาจลดลง
ครอบครัวควรให้ความสำคัญเมื่อพบว่าเจ้าตัวเริ่มพูดว่าไม่อยากอยู่แล้ว รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ มองไม่เห็นทางออก แจกของสำคัญ บอกลาอย่างผิดปกติ แยกตัวมากขึ้น ใช้สารหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีความคิดและพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
ไม่ควรมองคำพูดเหล่านี้ว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ และไม่ควรปล่อยให้อยู่คนเดียวในสถานการณ์ที่ประเมินแล้วมีความเสี่ยงสูง ควรพาเข้าสู่การประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
หากมีอาการสับสน หมดสติ หายใจผิดปกติ ชัก ใช้สารเกินขนาด หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายทันที ควรเข้ารับบริการฉุกเฉิน ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นเองที่บ้าน
รักษาโรคซึมเศร้าที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
การรักษาไม่ควรตั้งเป้าว่า “เลิกยาให้ได้ก่อน แล้วค่อยรักษาซึมเศร้า” สำหรับทุกคน เพราะหากโรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักให้กลับไปใช้สาร การปล่อยอาการไว้โดยไม่รักษาอาจทำให้การฟื้นฟูยากขึ้น
ในทางกลับกัน การรักษาโรคซึมเศร้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่จัดการการใช้สารก็อาจทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง จึงควรวางแผนดูแลทั้งสองด้านตามความรุนแรงและความต้องการของแต่ละคน
ประเมินอาการหลังพ้นฤทธิ์และช่วงถอนสาร
ในช่วงแรก ทีมรักษาจะประเมินชนิดของสาร ความถี่ ปริมาณ ระยะเวลาที่ใช้ การใช้สารหลายชนิดร่วมกัน และช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการซึมเศร้า
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแยกว่าอาการใดอาจสัมพันธ์กับฤทธิ์หรือการถอนสาร และอาการใดมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดร่วมกัน การติดตามอาการต่อเนื่องหลังหยุดสารจึงมีความสำคัญมากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียวขณะที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของสาร
หากเป็นสารที่การหยุดทันทีอาจมีอันตราย เช่น แอลกอฮอล์หรือยากดประสาทบางชนิด ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์และวางแผนหยุดสารอย่างปลอดภัย ไม่ควรพยายามจัดการอาการถอนที่รุนแรงด้วยตนเอง
ใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าเมื่อมีข้อบ่งชี้
ยาต้านเศร้าเป็นหนึ่งในแนวทางรักษาโรคซึมเศร้า จิตแพทย์จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ โดยดูจากความรุนแรงของอาการ ประวัติการรักษา โรคทางกาย สารที่ใช้ และยาอื่นที่รับประทานร่วมกัน
ยาต้านเศร้าไม่ได้ทำให้อารมณ์ดีขึ้นทันทีหลังรับประทานหนึ่งหรือสองครั้ง และการตอบสนองต่อยาแตกต่างกันในแต่ละคน จึงต้องติดตามผลและปรับการรักษาตามอาการ
ผู้เข้ารับการรักษาไม่ควรหยุดยา เพิ่มยา หรือลดยาด้วยตนเองเมื่อรู้สึกดีขึ้นหรือมีผลข้างเคียง แต่ควรแจ้งจิตแพทย์เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญอีกประการคือ ก่อนเริ่มรักษาอาการซึมเศร้า จิตแพทย์อาจประเมินว่ามีประวัติช่วงอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ นอนน้อยแต่ไม่ง่วง พูดมาก คิดเร็ว ใช้เงินมาก หรือทำเรื่องเสี่ยงผิดไปจากปกติหรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งถึงโรคไบโพลาร์ ซึ่งมีแนวทางการรักษาแตกต่างจากโรคซึมเศร้า
บำบัดความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมการใช้สาร
การบำบัดช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับการใช้สาร เช่น
“เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ฉันจะอยากดื่มเพื่อไม่ต้องคิด”
หรือ
“หลังทะเลาะกับคนในบ้าน ฉันมักกลับไปใช้ยาเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกอย่างไร”
เมื่อมองเห็นวงจรเหล่านี้ชัดขึ้น การรักษาจะช่วยสร้างวิธีรับมือใหม่ เช่น การจัดการความคิดด้านลบ การวางแผนกิจกรรมในวันที่ไม่มีแรง การขอความช่วยเหลือเมื่ออารมณ์ตก การจัดการความขัดแย้ง และการรับมือกับความอยากใช้สารโดยไม่ต้องตอบสนองทันที
สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าต้องการเลิกสารหรือไม่ การพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจสามารถช่วยสำรวจทั้งสิ่งที่เจ้าตัวรู้สึกว่าสารช่วยได้และผลเสียที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่ใช้การตำหนิหรือบังคับให้เปลี่ยนทันที
ฟื้นฟูการนอน กิจวัตร และความสัมพันธ์
เมื่อเป็นโรคซึมเศร้า คนหนึ่งอาจรู้สึกว่าไม่มีแรงพอจะทำอะไร การบอกว่า “คิดบวก” หรือ “ออกไปทำอะไรบ้าง” จึงมักไม่เพียงพอ การฟื้นฟูควรเริ่มจากเป้าหมายที่ทำได้จริง เช่น ตื่นในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน อาบน้ำ รับประทานอาหาร ออกไปเดิน ทำกิจกรรมสั้นๆ และค่อยๆ เพิ่มกิจกรรมที่มีความหมาย
การนอนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทั้งโรคซึมเศร้าและการใช้สารสามารถทำให้วงจรการนอนเสียได้ การปรับเวลานอนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่เพียงเรื่องของวินัย
ครอบครัวเองควรได้รับคำแนะนำเรื่องการสื่อสารและขอบเขต เพราะการช่วยเหลือไม่ได้หมายถึงการรับผิดชอบแทนทุกอย่าง หรือยอมให้เงินที่อาจถูกนำไปซื้อสาร แต่เป็นการสนับสนุนให้เจ้าตัวเข้ารับการรักษาและค่อยๆ กลับมารับผิดชอบชีวิตของตนเองตามความพร้อม
คนติดยาและซึมเศร้า แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ครอบครัวควรทำอย่างไร
การพูดว่า “ที่เป็นแบบนี้เพราะติดยา” หรือ “ต้องเลิกก่อนแล้วทุกอย่างจะดีเอง” อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าความทุกข์ของตนเองไม่ได้รับการเข้าใจ โดยเฉพาะหากเจ้าตัวรู้สึกว่าตนเองใช้สารเพราะกำลังทุกข์อยู่แล้ว
ครอบครัวควรเริ่มจากสิ่งที่สังเกตได้ เช่น “ช่วงเดือนนี้เห็นว่านอนไม่ค่อยได้ ไม่ออกจากห้อง และไม่ได้ไปทำงานหลายวัน เราเป็นห่วงว่าเธอกำลังเหนื่อยมาก”
จากนั้นอาจถามว่า “ช่วงนี้อะไรหนักที่สุดสำหรับเธอ” “เวลาที่ใช้ยา มันช่วยอะไรในตอนนั้น” หรือ “มีอะไรที่เกิดขึ้นหลังใช้แล้วทำให้ชีวิตยากขึ้นบ้าง”
การถามในลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยกับการใช้สาร แต่ช่วยให้เจ้าตัวสามารถพูดถึงเหตุผลของตนเองโดยไม่ต้องรีบปกป้องตัวเอง เมื่อเริ่มเกิดความร่วมมือจึงค่อยเชื่อมไปสู่การประเมินทั้งเรื่องอารมณ์และการใช้สาร
หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมเข้ารักษา ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้ เพื่อประเมินความเสี่ยง วางขอบเขต และเตรียมวิธีพูดคุยที่ลดการเผชิญหน้า
การบำบัดโรคซึมเศร้าและการติดสารเสพติดที่ Day One Rehabilitation Center
ผู้ที่มีโรคซึมเศร้าและการติดสารเสพติดร่วมกันควรได้รับการดูแลทั้งสองปัญหาอย่างเชื่อมโยงกัน เพราะอารมณ์ซึมอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กลับไปใช้สาร ขณะที่ผลจากการใช้สารสามารถทำให้การนอน อารมณ์ ความสัมพันธ์ และความสามารถในการใช้ชีวิตแย่ลง
ที่ Day One Rehabilitation Center ทีมรักษาจะประเมินชนิดและรูปแบบการใช้สาร อาการถอน อารมณ์ การนอน ความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง ประวัติการรักษาทางจิตเวช และปัญหาในชีวิตที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน
การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาแยกออกจากสารและสิ่งกระตุ้นในช่วงแรก มีโครงสร้างการใช้ชีวิตที่ชัดเจน และได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประเมินโดยจิตแพทย์ การใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ การบำบัดรายบุคคล กลุ่มบำบัด การจัดการความอยากใช้สาร การฟื้นฟูการนอน และการสร้างกิจวัตรใหม่
การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสารยังช่วยให้ทีมรักษาติดตามได้ว่า เมื่อพ้นช่วงฤทธิ์และอาการถอนแล้ว อารมณ์ซึมเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งช่วยให้เข้าใจปัญหาและวางแผนการรักษาระยะต่อไปได้ชัดเจนขึ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโรคซึมเศร้าและใช้สารจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดแบบอยู่ประจำ หากอาการไม่รุนแรง สามารถหยุดสารได้ มีความปลอดภัย และมีสภาพแวดล้อมสนับสนุน การรักษาแบบผู้ป่วยนอกอาจเหมาะสมกว่า แต่หากมีการใช้สารซ้ำหลายครั้ง อารมณ์ซึมรุนแรง ชีวิตประจำวันเสียมาก มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หรือสภาพแวดล้อมเดิมทำให้หยุดสารได้ยาก การดูแลแบบอยู่ประจำอาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและการใช้สารเสพติด
ติดยาแล้วซึมเศร้า หมายความว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่
ไม่เสมอไป อารมณ์ซึมสามารถเกิดจากโรคซึมเศร้า ฤทธิ์ของสาร ช่วงหลังฤทธิ์หมด อาการถอน หรือหลายปัจจัยร่วมกัน จึงต้องประเมินประวัติและติดตามอาการหลังหยุดสารก่อนสรุปสาเหตุ
คนเป็นโรคซึมเศร้ามีโอกาสติดสารเสพติดมากขึ้นไหม
โรคซึมเศร้าสามารถเกิดร่วมกับปัญหาการใช้สารได้ บางคนใช้สารเพื่อพยายามลดความเศร้า ความเครียด ความเหงา หรือปัญหาการนอน แต่การใช้สารเพื่อจัดการอารมณ์อาจพัฒนาเป็นวงจรที่ทำให้ทั้งการใช้สารและสุขภาพจิตแย่ลง
ยาบ้าและไอซ์ทำให้ซึมเศร้าได้ไหม
หลังใช้สารกระตุ้นอย่างยาบ้าหรือไอซ์ บางคนอาจมีช่วงอารมณ์ตก เหนื่อย ไม่มีแรง นอนมาก หรือไม่สนใจสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะหลังใช้ต่อเนื่อง อาการเหล่านี้อาจคล้ายโรคซึมเศร้า จึงต้องติดตามอาการและประเมินร่วมกับประวัติการใช้สาร
ดื่มเหล้าเวลาเศร้าช่วยให้อาการดีขึ้นไหม
แอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือหลุดจากความทุกข์ชั่วคราว แต่ไม่ได้รักษาโรคซึมเศร้า และสามารถรบกวนการนอน การควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น
เป็นโรคซึมเศร้าและติดยา ต้องรักษาอะไรก่อน
ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว ในหลายกรณีควรรักษาอาการซึมเศร้าและปัญหาการใช้สารไปพร้อมกัน โดยจัดลำดับความเร่งด่วนจากความปลอดภัย อาการถอน ความรุนแรงของโรค และสภาพร่างกายของแต่ละคน
ยาต้านเศร้าช่วยให้เลิกยาเสพติดได้ไหม
ยาต้านเศร้ามีหน้าที่รักษาโรคซึมเศร้าเมื่อมีข้อบ่งชี้ ไม่ใช่ยาที่ทำให้เลิกสารเสพติดทุกชนิดโดยตรง การรักษาการติดสารยังต้องพิจารณาชนิดของสาร การบำบัด การจัดการความอยาก และการป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำร่วมด้วย
ถ้าคนในครอบครัวซึมเศร้าและพูดว่าไม่อยากอยู่แล้ว ควรทำอย่างไร
ควรให้ความสำคัญและประเมินความปลอดภัยโดยเร็ว โดยเฉพาะหากมีการใช้สารร่วม มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือไม่สามารถดูแลตนเองได้ ไม่ควรปล่อยให้รับมือกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงลำพัง และควรพาเข้าสู่การประเมินทางการแพทย์
หากยังไม่พร้อมเข้ารับการบำบัดแบบอยู่ประจำ ครอบครัวหรือผู้ที่กำลังมีอาการสามารถเริ่มต้นด้วยการเข้าปรึกษาเรื่องโรคซึมเศร้าและการใช้สารเสพติดกับผู้เชี่ยวชาญที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการ ความเสี่ยง และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ก่อนตัดสินใจว่าจะดูแลต่อในรูปแบบใด
โรคซึมเศร้าและการติดสารสามารถรักษาไปพร้อมกันได้
เมื่อครอบครัวเห็นคนที่เคยใช้ชีวิตได้ตามปกติค่อยๆ แยกตัว ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร นอนไม่เป็นเวลา และใช้สารมากขึ้น เป็นเรื่องง่ายที่จะไม่แน่ใจว่าควรเริ่มแก้จากจุดไหน สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องหาคำตอบด้วยตนเองก่อนว่าโรคซึมเศร้าหรือสารเสพติดเป็นสาเหตุแรก
การประเมินที่เหมาะสมจะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองปัญหา จากนั้นจึงวางแผนทั้งการหยุดสารอย่างปลอดภัย การรักษาโรคซึมเศร้า การบำบัดความคิดและอารมณ์ การฟื้นฟูการนอน และการป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ
เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการทำให้หยุดสารหรือทำให้อารมณ์ดีขึ้นชั่วคราว แต่คือการช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษากลับมามีความสามารถในการดูแลตนเอง สร้างความสัมพันธ์ ทำหน้าที่ในชีวิต และมีวิธีรับมือกับวันที่รู้สึกแย่โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งสารอีก
