โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

การใช้สารเสพติดหลายชนิด อันตรายอย่างไร และควรบำบัดแบบไหน

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

การใช้สารเสพติดหลายชนิด คือการใช้สารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยานอนหลับ ใช้ยาไอซ์ร่วมกับเคตามีน หรือใช้เฮโรอีนร่วมกับสารชนิดอื่น บางคนไม่ได้ใช้พร้อมกันทุกครั้ง แต่สลับใช้สารแต่ละชนิดตามสถานการณ์ เช่น ใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ตื่น แล้วใช้ยากดประสาทเพื่อช่วยให้นอนหลับ

บางคนเริ่มจากสารเพียงชนิดเดียว ก่อนค่อยๆ เพิ่มสารชนิดอื่นเพื่อเพิ่มฤทธิ์ ลดอาการไม่พึงประสงค์จากสารตัวแรก ช่วยให้นอนหลับ หรือจัดการกับอาการถอน ขณะที่บางคนอาจได้รับสารมากกว่าหนึ่งชนิดโดยไม่รู้ตัวจากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมไม่แน่นอน

สิ่งที่ทำให้การใช้สารหลายชนิดน่ากังวลคือ ฤทธิ์ของสารไม่ได้บวกหรือลบกันอย่างตรงไปตรงมา การใช้ร่วมกันอาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น รวมถึงทำให้การประเมินอาการถอนและการรักษาซับซ้อนขึ้น ดังนั้นการบำบัดจึงต้องมองทั้งรูปแบบการใช้สาร สุขภาพกาย สุขภาพจิต และเหตุผลที่ทำให้ผู้ใช้ต้องพึ่งสารแต่ละชนิด ไม่ใช่รักษาเฉพาะสารที่ครอบครัวคิดว่าเป็นปัญหาหลัก

การใช้สารเสพติดหลายชนิดคืออะไร

การใช้สารหลายชนิดไม่ได้หมายถึงการนำยา 2 ชนิดมาผสมกันแล้วใช้พร้อมกันเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้สารหลายชนิดในช่วงเวลาใกล้กันด้วย

ตัวอย่างที่อาจพบ ได้แก่

  • ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยานอนหลับหรือยาคลายกังวล

  • ใช้เฮโรอีนหรือโอปิออยด์ร่วมกับแอลกอฮอล์

  • ใช้ยาไอซ์ร่วมกับเคตามีน

  • ใช้ยาไอซ์หรือโคเคนแล้วใช้ยานอนหลับเพื่อให้หลับ

  • ใช้ GHB หรือ GBL ร่วมกับแอลกอฮอล์

  • ใช้กัญชาร่วมกับแอลกอฮอล์หรือสารชนิดอื่น

  • ใช้สารในงานปาร์ตี้หลายชนิดภายในคืนเดียว

  • ใช้บุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าควบคู่กับสารเสพติดชนิดอื่นเป็นประจำ

บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ “ติดหลายอย่าง” เพราะมีสารเพียงชนิดเดียวที่ใช้ทุกวัน แต่หากมีการใช้สารอื่นเข้ามาช่วยเพิ่มฤทธิ์ ลดฤทธิ์ หรือจัดการอาการหลังใช้ ก็ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องแจ้งทีมรักษา

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้ยาไอซ์ตอนกลางคืนแล้วรับประทานยานอนหลับเพื่อให้หลับ อาจคิดว่ายานอนหลับเป็นเพียงตัวช่วย แต่ในทางการรักษาจำเป็นต้องประเมินทั้งสองอย่าง เพราะเมื่อหยุดสาร อาการที่เกิดขึ้นอาจมาจากสารมากกว่าหนึ่งชนิด

ทำไมการใช้สารหลายชนิดจึงอันตรายกว่าที่คิด

สารแต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่อสมอง หัวใจ การหายใจ และระบบประสาทแตกต่างกัน เมื่อใช้หลายชนิดพร้อมกัน ผลที่เกิดขึ้นจึงอาจคาดเดาได้ยาก

สารกดประสาทร่วมกับสารกดประสาท

ตัวอย่างเช่น แอลกอฮอล์ร่วมกับยานอนหลับ หรือโอปิออยด์ร่วมกับยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน สารเหล่านี้สามารถเสริมฤทธิ์กดระบบประสาท ทำให้ง่วงมาก สับสน หมดสติ และการหายใจช้าลงจนเป็นอันตรายได้

ความเข้าใจว่า “เคยใช้ด้วยกันแล้วไม่เป็นอะไร” ไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปจะปลอดภัย เพราะปริมาณสาร สุขภาพร่างกาย และสารอื่นที่อยู่ในร่างกายแต่ละครั้งอาจแตกต่างกัน

สารกระตุ้นร่วมกับสารกระตุ้น

การใช้สารกระตุ้นมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น ยาไอซ์ร่วมกับโคเคน สามารถเพิ่มภาระต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อุณหภูมิร่างกายสูง กระสับกระส่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ด้านสุขภาพจิตอาจพบความวิตกกังวลรุนแรง หวาดระแวง นอนไม่หลับ ประสาทหลอน หรืออาการทางจิต โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องและอดนอนเป็นเวลานาน

สารกระตุ้นร่วมกับสารกดประสาทไม่ได้หักล้างกัน

บางคนเข้าใจว่าหากใช้สารกระตุ้นแล้วตามด้วยสารกดประสาท ฤทธิ์จะหักล้างกันและทำให้ปลอดภัยขึ้น แต่ในความเป็นจริงสารทั้งสองยังคงออกฤทธิ์อยู่ในร่างกาย

สารหนึ่งอาจบดบังความรู้สึกของอีกสารจนผู้ใช้ประเมินความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น รู้สึกว่ายังไม่เมาหรือง่วงมากจึงใช้เพิ่ม เมื่อฤทธิ์ของสารหนึ่งลดลง ฤทธิ์ของอีกสารอาจเด่นขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดอันตรายได้

สัญญาณว่าการใช้สารหลายชนิดเริ่มควบคุมได้ยาก

ครอบครัวอาจไม่ทราบชื่อสารทั้งหมดที่ผู้ป่วยใช้ แต่สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและสุขภาพได้ เช่น

  • ใช้สารมากกว่าหนึ่งชนิดเป็นประจำ

  • ต้องใช้สารอีกชนิดเพื่อแก้อาการจากสารตัวแรก

  • ใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ตื่น แล้วใช้ยาหรือสารอื่นเพื่อให้นอน

  • ปริมาณหรือความถี่เพิ่มขึ้น

  • นอนผิดเวลา อดนอนหลายคืน หรือหลับเป็นเวลานานผิดปกติ

  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

  • หงุดหงิด วิตกกังวล หรือหวาดระแวงมากขึ้น

  • มีประสาทหลอนหรืออาการทางจิต

  • ความจำและสมาธิลดลง

  • การเรียนหรือการทำงานเสียหาย

  • มีปัญหาด้านการเงินหรือความสัมพันธ์

  • เคยหมดสติหรือเกิดเหตุฉุกเฉินจากการใช้สาร

  • พยายามหยุดแล้วแต่กลับไปใช้ซ้ำ

บางครั้งผู้ใช้บอกครอบครัวว่าตนเองเลิกสารชนิดหนึ่งแล้ว แต่กลับเพิ่มการใช้แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับ หรือสารอีกชนิดแทน หากเกิดลักษณะนี้ควรประเมินวงจรการใช้สารทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงว่าสารตัวเดิมหยุดไปหรือยัง

หากพบว่าหมดสติ ปลุกไม่ตื่น หายใจช้าหรือผิดปกติ ชัก เจ็บหน้าอก สับสนรุนแรง หรือมีอาการทางจิตรุนแรง ควรได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน ไม่ควรรอให้อาการหายเอง

การถอนสารหลายชนิด ทำไมไม่ควรหยุดเองโดยไม่ประเมินก่อน

การหยุดสารหลายชนิดพร้อมกันอาจซับซ้อนกว่าการหยุดสารเพียงชนิดเดียว เพราะสารแต่ละชนิดมีช่วงเวลาและความรุนแรงของอาการถอนแตกต่างกัน

บางชนิดทำให้เหนื่อยมาก นอนมาก อารมณ์ตก หรืออยากสารอย่างรุนแรง ขณะที่สารบางกลุ่ม เช่น แอลกอฮอล์ ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และ GHB/GBL สามารถเกิดอาการถอนรุนแรงและเป็นอันตรายได้ในผู้ที่เกิดการพึ่งพาทางร่างกาย

ก่อนเริ่มหยุดสารจึงควรทราบให้มากที่สุดว่า

  • ใช้สารอะไรบ้าง

  • ใช้แต่ละชนิดมากและบ่อยเพียงใด

  • ใช้มานานเท่าใด

  • ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด

  • เคยมีอาการถอนอย่างไร

  • เคยชัก สับสน หรือหมดสติหรือไม่

  • มีโรคประจำตัวหรือโรคทางจิตเวชหรือไม่

  • มียาหรือสารอื่นที่ใช้อยู่เป็นประจำหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมรักษาประเมินว่าสารใดมีความเสี่ยงจากการถอนมากที่สุด ต้องเฝ้าระวังอาการใด และควรดูแลในระดับใด

ดังนั้นหากคนในครอบครัวใช้สารหลายชนิดเป็นประจำ ไม่ควรยึดสารทั้งหมดแล้วบังคับให้หยุดทันทีโดยไม่ทราบความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อมีแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล หรือ GHB/GBL ร่วมอยู่ด้วย

การบำบัดผู้ที่ใช้สารเสพติดหลายชนิด ต้องรักษามากกว่าการหยุดยา

การรักษาควรเริ่มจากการประเมินสารทุกชนิดที่ใช้ แม้ผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกว่าสารบางตัว “ไม่ใช่ปัญหา” เพราะสารแต่ละชนิดอาจมีบทบาทต่างกันในวงจรการเสพติด

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจใช้ยาไอซ์เพื่อให้มีพลังและเข้าสังคม ใช้แอลกอฮอล์เพื่อลดความกังวล และใช้ยานอนหลับหลังจากนั้นเพื่อให้หลับ หากรักษาเฉพาะยาไอซ์ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพึ่งแอลกอฮอล์และยานอนหลับ วงจรเดิมอาจยังดำเนินต่อไป

หลังผ่านช่วงถอนสารและร่างกายมีความปลอดภัยแล้ว การฟื้นฟูควรครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น การจัดการความอยาก การค้นหาสิ่งกระตุ้น การปรับความคิดและพฤติกรรม การนอน การจัดการความเครียด และการสร้างกิจวัตรที่ไม่ต้องพึ่งสาร

หากพบโรคร่วมทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ โรคสมาธิสั้น หรือมีอาการทางจิต ก็ควรได้รับการประเมินและรักษาควบคู่กัน เพราะปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารสามารถส่งผลต่อกันได้

ยารักษาการติดสารก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ ไม่มี “ยาตัวเดียว” ที่รักษาการติดสารทุกชนิดพร้อมกัน ผู้ที่มีการติดโอปิออยด์ การติดนิโคติน หรือการติดแอลกอฮอล์ อาจมีทางเลือกด้านยาที่แตกต่างกัน ขณะที่สารบางชนิดยังไม่มียาที่ใช้รักษาการเสพติดโดยตรง การวางแผนรักษาจึงต้องแยกประเมินแต่ละปัญหาแล้วนำมารวมเป็นแผนเดียวกัน

คนในครอบครัวใช้สารหลายชนิด แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ควรทำอย่างไร

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าอีกฝ่าย “ติดสารกี่ชนิด” จึงจะเริ่มขอความช่วยเหลือได้ เพราะบางครั้งครอบครัวอาจรู้เพียงบางส่วนของการใช้จริง

การพูดคุยควรเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น “ช่วงนี้เห็นว่าแทบไม่ได้นอนหลายคืน แล้วบางวันก็หลับยาวมาก เลยเป็นห่วงสุขภาพ” หรือ “ครั้งก่อนมีอาการหมดสติหลังใช้หลายอย่างพร้อมกัน เลยอยากให้ลองไปประเมินว่าร่างกายได้รับผลกระทบแค่ไหน”

หลีกเลี่ยงการเปิดบทสนทนาด้วยการสอบสวนว่าใช้ยาอะไรบ้าง หรือบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับทันทีว่าตนเองติดยา เพราะอาจทำให้เกิดการปิดบังมากขึ้น

เป้าหมายแรกอาจเป็นเพียงการยอมไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสุขภาพและรูปแบบการใช้สาร ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ใช้ยอมรับทุกอย่างก่อนจึงเริ่มรักษา

หากผู้ใช้ยังไม่พร้อม ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาก่อนได้ เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และวางวิธีพูดคุยที่เหมาะสม

การบำบัดการใช้สารเสพติดหลายชนิดที่ Day One Rehabilitation Center

ผู้ที่ใช้สารหลายชนิดเป็นกลุ่มที่การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจมีประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อควบคุมการใช้ไม่ได้ กลับไปใช้ซ้ำบ่อย มีโรคร่วมทางจิตเวช หรือสภาพแวดล้อมเดิมเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นและช่องทางเข้าถึงสาร

ที่ Day One Rehabilitation Center การประเมินไม่ได้มองเฉพาะ “สารหลัก” แต่จะรวบรวมข้อมูลว่าสารทั้งหมดที่ใช้อยู่มีอะไรบ้าง ใช้บ่อยแค่ไหน ใช้ร่วมกันอย่างไร เคยเกิดอาการถอนหรือใช้ยาเกินขนาดหรือไม่ รวมถึงประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต และยาที่ใช้อยู่

ในช่วงแรก ทีมรักษาจะประเมินความเสี่ยงจากการถอนสารและดูแลอาการตามความเหมาะสม หากมีภาวะที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ในระดับสูงกว่าที่ศูนย์สามารถดูแลได้ จะพิจารณาการส่งต่อเพื่อความปลอดภัยก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู

เมื่อร่างกายมีความปลอดภัยแล้ว โปรแกรมจะเน้นการบำบัดรายบุคคล กลุ่มบำบัด การประเมินและดูแลโรคร่วมทางจิตเวชโดยจิตแพทย์ การจัดกิจวัตร การออกกำลังกาย และการฝึกจัดการความอยากและสิ่งกระตุ้น

ข้อสำคัญของการรักษาผู้ที่ใช้สารหลายชนิดคือ ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสารแต่ละตัว เช่น ใช้อะไรเวลาเครียด ใช้อะไรเพื่อเข้าสังคม ใช้อะไรเพื่อให้นอน และสารชนิดใดมักนำไปสู่การใช้สารตัวอื่นต่อ หากเข้าใจวงจรเหล่านี้จึงสามารถวางแผนป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำได้ตรงจุด

การบำบัดแบบอยู่ประจำยังช่วยแยกผู้เข้ารับการรักษาออกจากสาร กลุ่มเพื่อน ช่องทางซื้อ และสิ่งกระตุ้นในช่วงแรก ทำให้มีเวลาฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเตรียมแผนสำหรับการกลับไปใช้ชีวิตจริงหลังจบโปรแกรม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดหลายชนิด

ใช้สารหลายชนิดต้องใช้พร้อมกันถึงจะเรียกว่าการใช้สารหลายชนิดไหม

ไม่จำเป็น การใช้สารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในเวลาเดียวกันหรือช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ถือเป็นการใช้สารหลายชนิดได้ เช่น ใช้ยาไอซ์ตอนกลางคืนแล้วรับประทานยานอนหลับตามภายหลัง

สารกระตุ้นกับสารกดประสาทใช้ด้วยกันแล้วหักล้างกันไหม

ไม่หักล้างกัน สารทั้งสองยังคงออกฤทธิ์ต่อร่างกาย และสารหนึ่งอาจบดบังอาการของอีกสารจนผู้ใช้คิดว่ายังใช้เพิ่มได้ ทำให้ผลที่เกิดขึ้นคาดเดายากและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

แอลกอฮอล์นับเป็นหนึ่งในสารที่ต้องแจ้งแพทย์หรือไม่

นับ หากมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาเสพติด ยานอนหลับ หรือยาบางชนิด ควรแจ้งทีมรักษาตามจริง เพราะแอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงและมีอาการถอนที่ต้องเฝ้าระวังในผู้ที่ดื่มหนักต่อเนื่อง

ถ้าไม่รู้ว่าผู้ป่วยใช้สารอะไรบ้าง จะเริ่มรักษาได้ไหม

เริ่มได้ ครอบครัวควรให้ข้อมูลเท่าที่ทราบ เช่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อุปกรณ์หรือสารที่พบ ช่วงเวลาที่ใช้ อาการหลังใช้ และประวัติการรักษา จากนั้นทีมรักษาจะประเมินเพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องรอให้ครอบครัวทราบชื่อสารทั้งหมดก่อน

ใช้สารหลายชนิดสามารถหยุดพร้อมกันที่บ้านได้ไหม

ไม่ควรตัดสินใจจากจำนวนสารเพียงอย่างเดียว เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับว่าสารที่ใช้คืออะไร ใช้มากเพียงใด และเกิดการพึ่งพาทางร่างกายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แอลกอฮอล์ ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน หรือ GHB/GBL เป็นประจำควรได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนหยุด

ใช้สารหลายชนิดต้องรักษาด้วยยาอะไร

ไม่มีตัวยาเดียวที่รักษาการติดสารทุกชนิด แพทย์ต้องประเมินสารแต่ละประเภท อาการถอน ความอยาก โรคประจำตัว และโรคร่วมทางจิตเวช แล้วเลือกยาหรือการดูแลที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคน

ใช้สารหลายชนิดต้องเข้าศูนย์บำบัดไหม

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจเหมาะเมื่อมีการใช้สารหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง หยุดเองไม่ได้ มีอาการถอนที่ต้องเฝ้าระวัง กลับไปใช้ซ้ำบ่อย มีโรคร่วมทางจิตเวช หรือสภาพแวดล้อมเดิมทำให้เข้าถึงสารได้ง่าย

ผู้ที่อาการไม่ซับซ้อนและเหมาะกับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก สามารถเข้ารับการประเมินที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพจิตของเรา ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินการใช้สาร สุขภาพจิต และวางแผนการรักษา

หากพบว่าจำเป็นต้องแยกออกจากสิ่งกระตุ้น ต้องดูแลอย่างเป็นระบบ หรือมีปัญหาการใช้สารและโรคร่วมที่ซับซ้อนมากขึ้น สามารถพิจารณาการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center จังหวัดนครนายก

การใช้สารหลายชนิดรักษาได้ ยิ่งประเมินครบยิ่งวางแผนได้ตรงจุด

การใช้สารหลายชนิดอาจทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าปัญหาซับซ้อนจนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากสารตัวไหน แต่การรักษาไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงตัวเดียว สิ่งสำคัญคือเริ่มจากการรวบรวมภาพทั้งหมดว่าใช้สารอะไร ใช้เพื่ออะไร สารแต่ละชนิดเชื่อมโยงกันอย่างไร มีอาการถอนหรือโรคร่วมอะไร และอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้กลับไปใช้ซ้ำ

การให้ข้อมูลกับทีมรักษาตามจริงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและทำให้วางแผนได้เหมาะสมมากขึ้น แม้ผู้ใช้จะยังไม่พร้อมหยุดทุกอย่างหรือยังไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา ครอบครัวก็สามารถเริ่มต้นจากการขอคำปรึกษาและหาวิธีชวนเข้าสู่การประเมินได้

เป้าหมายของการบำบัดไม่ใช่เพียงการทำให้ไม่มีสารอยู่ในร่างกาย แต่คือการช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเข้าใจวงจรการใช้สาร ดูแลโรคร่วม จัดการความอยากและสิ่งกระตุ้น และกลับไปใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งสารชนิดหนึ่งเพื่อแก้ผลจากสารอีกชนิดหนึ่ง

ปรึกษาการบำบัดการใช้สารเสพติดหลายชนิดกับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.