โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ยา B5 (บี5) คือยาอะไร อาการ อันตราย และแนวทางการบำบัด

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

ยา B5 หรือบี5 บีไฟว์ คือชื่อที่กลุ่มผู้ใช้เรียกยาไตรเฮกซีเฟนิดิล (Trihexyphenidyl) หรือเบนซ์เฮกซอล (Benzhexol) ซึ่งเป็นยาเม็ดในกลุ่มต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergic) ที่แพทย์ใช้ลดอาการสั่นเกร็งจากโรคพาร์กินสันและจากผลข้างเคียงของยารักษาอาการทางจิต ยานี้มีประโยชน์เมื่อใช้ตามข้อบ่งชี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่เมื่อถูกนำมาใช้เองเพื่อหวังให้รู้สึกคึกหรืออารมณ์ดี โดยเฉพาะในวัยรุ่น การใช้ในปริมาณมากหรือใช้ร่วมกับสารอื่นอาจทำให้สับสน เห็นภาพหลอน หัวใจเต้นเร็ว ตัวร้อน ไปจนถึงชักและหมดสติได้ (B5 ในความหมายนี้ไม่เกี่ยวกับวิตามินบี 5 หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้ชื่อคล้ายกัน)

หลายครอบครัวรู้จักคำว่า B5 ครั้งแรกเมื่อเจอแผงยาที่ไม่คุ้นในห้องของลูก สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือรู้ว่าอันตรายอยู่ตรงไหน อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที และจะพาคนในครอบครัวเข้าสู่การดูแลได้อย่างไร

ยา B5 คือยาอะไร ใช้รักษาอะไร

ไตรเฮกซีเฟนิดิลออกฤทธิ์โดยปิดกั้นตัวรับของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ทั้งในสมองและอวัยวะต่าง ๆ ในทางการแพทย์ใช้ลดอาการสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และกล้ามเนื้อบิดเกร็งที่เป็นผลข้างเคียงจากยารักษาอาการทางจิตบางชนิด และใช้รักษาโรคพาร์กินสัน โดยแพทย์กำหนดขนาดและประเมินเป็นระยะว่ายังจำเป็นต้องใช้ต่อหรือไม่ ต่างจากการนำมาใช้เองที่ไม่มีใครควบคุมขนาดหรือรู้ว่าใช้สารอะไรร่วมอยู่

ทำไมยา B5 จึงถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

ในบรรดายาต้านโคลิเนอร์จิกที่ใช้แก้อาการสั่นเกร็ง ไตรเฮกซีเฟนิดิลมีฤทธิ์กระตุ้นมากที่สุดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย จึงถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ผู้ที่นำมาใช้มีทั้งผู้ที่ได้รับยาจากแพทย์แต่ใช้เกินกว่าที่สั่ง และผู้ที่หาสารเสพติดอื่นได้ยากจึงหันมาใช้ยาที่เข้าถึงง่ายกว่า

วัยรุ่นมักเริ่มลองด้วยเหตุผลเดียวกับสารเสพติดอื่น เช่น อยากรู้อยากลอง อยากคลายเครียด หรือเพื่อนชวน บางคนอาจเข้าใจผิดว่า “เป็นยาที่หมอสั่ง จึงไม่อันตราย” และวัยรุ่นที่ใช้สารเสพติดจำนวนมากใช้หลายชนิดร่วมกันหรือผสมกันเพื่อให้ฤทธิ์แรงขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มอันตราย

ยา B5 มีลักษณะอย่างไร

ยา B5 เป็นยาเม็ดสำหรับรับประทาน มักเป็นเม็ดเล็กสีขาวหรือสีอ่อน หน้าตาเหมือนยาเม็ดทั่วไป อาจพบเป็นแผง เป็นเม็ดหลวม หรือปนกับยาอื่น ผู้ใช้มักกินเป็นเม็ด บางคนผสมกับเครื่องดื่มหรือใช้ร่วมกับสารอื่น ครอบครัวจึงบอกด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าเป็นยาอะไร หากพบยาที่ไม่รู้ที่มาให้เก็บไว้ให้แพทย์ดู ส่วนบ้านที่มีผู้ป่วยได้รับยานี้ควรเก็บยาให้มิดชิด และถ้ายาหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุควรเล่าให้แพทย์ฟัง

อาการของคนที่ใช้ B5 สังเกตได้อย่างไร

อาการแตกต่างกันตามปริมาณและสารอื่นที่ใช้ร่วม อาการทางร่างกายที่อาจพบ ได้แก่

  • ปากแห้ง คอแห้ง

  • ตาพร่ามัว รูม่านตาขยายกว้าง

  • ท้องผูกมาก ปวดท้อง

  • หน้าแดง ผิวแห้ง ตัวร้อน

  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว

อาการด้านความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่อาจพบ ได้แก่

  • คึกคักหรือกระสับกระส่ายผิดปกติ

  • สับสน พูดจาวกวน หรือดูเหม่อลอย

  • ความจำและสมาธิแย่ลง

  • เห็นภาพหรือได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง

ในวัยรุ่น สัญญาณเตือนมักเห็นในชีวิตประจำวันก่อน เช่น หยุดเรียนบ่อย ผลการเรียนแย่ลง ไม่อยากร่วมกิจกรรมกับครอบครัว กลับบ้านดึก หรือเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนกะทันหัน สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าใช้ B5 แต่เพียงพอที่จะเริ่มพูดคุย และควรรู้ว่าวัยรุ่นมักปิดบังการใช้ ครอบครัวจึงมักประเมินความถี่ต่ำกว่าความจริง

บีไฟว์อันตรายไหม ผลกระทบและภาวะพิษที่ต้องรู้

แม้ในขนาดที่แพทย์ใช้รักษา ผู้ป่วยบางคนยังมีปากแห้ง ท้องผูก ตาพร่ามัว และปัญหาความจำ เมื่อใช้เองในปริมาณมาก ผลเหล่านี้จะรุนแรงขึ้น และรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะเพ้อสับสน (Delirium)

ภาวะที่อันตรายที่สุดคือภาวะพิษจากยาต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergic toxicity) เมื่อได้รับยามากเกินไปหรือใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์คล้ายกัน ผู้ป่วยอาจกระวนกระวายอย่างมาก สับสน ไม่รู้วันเวลาหรือสถานที่ เห็นภาพหลอน ตัวร้อนจัด หน้าแดง ผิวแห้ง รูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ ชัก ไปจนถึงซึมลงและหมดสติ ภาวะนี้ต้องรักษาในโรงพยาบาลที่เฝ้าระวังการทำงานของหัวใจได้ ไม่ควรรอให้หายเองที่บ้าน ส่วนผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะลำบากอยู่เดิม หรือต้อหินชนิดมุมปิด ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

อาการเห็นภาพหลอนขณะยาออกฤทธิ์เป็นอาการของภาวะพิษ ต่างจากอาการทางจิตที่ยังอยู่หลังหยุดสาร หากหยุดใช้มาระยะหนึ่งแล้วยังมีหูแว่ว หวาดระแวง ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดว่ามีโรคทางจิตเวชร่วมด้วยหรือไม่ อ่านเพิ่มเติมเรื่องอาการหูแว่ว หวาดระแวง และอาการทางจิตที่เกิดจากสารเสพติด

ใช้ B5 ร่วมกับยาหรือสารอื่น เสี่ยงมากขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิกเหมือนกัน เช่น ยารักษาอาการทางจิตบางชนิด ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วง และยาแก้หวัดบางชนิด ซึ่งเสริมฤทธิ์กันจนอาจเกิดภาวะพิษที่อันตรายถึงชีวิต ยาแก้ไอแก้แพ้บางชนิดที่วัยรุ่นนำมาผสมดื่มก็มีฤทธิ์ลักษณะนี้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องกินโปรหรือการนำยาแก้ไอมาผสมดื่ม อันตรายแค่ไหน

วัยรุ่นบางกลุ่มยังนำน้ำกระท่อมไปผสมกับยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิกหรือยาแก้ปวดทรามาดอล ซึ่งเสริมฤทธิ์กันจนเกิดอาการทางจิต ชัก หายใจช้าลง หรือหัวใจหยุดเต้นได้ หากไม่แน่ใจว่าคนในครอบครัวใช้อะไรร่วมด้วย การพามาตรวจประเมินจะปลอดภัยกว่าการปล่อยให้หยุดเองที่บ้าน อ่านเพิ่มเติมเรื่องการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน อันตรายอย่างไร และควรบำบัดแบบไหน

สัญญาณอันตรายหลังใช้ B5 ที่ต้องรีบไปห้องฉุกเฉิน

หากหลังใช้หรือสงสัยว่าใช้ B5 แล้วมีอาการต่อไปนี้ ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • สับสนมาก ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือจำคนในบ้านไม่ได้

  • เห็นภาพหลอน หรือกระวนกระวายจนควบคุมไม่ได้

  • ตัวร้อนจัด หน้าแดง ผิวแห้ง

  • หัวใจเต้นเร็วมาก

  • ชัก

  • ซึมลงจนปลุกไม่ตื่น หรือหมดสติ

  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

ถ้าพบแผงยาหรือเม็ดยาที่ใช้ ให้นำติดตัวไปด้วยเพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินได้เร็วขึ้น

เลิก B5 ได้ไหม และหยุดใช้แล้วควรดูแลอย่างไร

เป้าหมายคือหยุดใช้ B5 ที่ไม่ได้มีแพทย์สั่ง เพราะยิ่งใช้ต่อหรือใช้ร่วมกับสารอื่น ความเสี่ยงต่อภาวะพิษยิ่งเพิ่ม ครอบครัวจึงไม่ควรปล่อยให้ใช้ต่อระหว่างรอพบแพทย์ แต่ข้อมูลทางการแพทย์เรื่องอาการหลังหยุดในผู้ที่ใช้มากเป็นเวลานานยังมีไม่มาก และหลายคนใช้สารอื่นร่วมด้วย การให้จิตแพทย์ประเมินตั้งแต่ต้นจึงช่วยวางแผนหยุดได้ปลอดภัยกว่าการจัดการเองตามลำพัง โดยเฉพาะถ้าใช้เหล้าหรือยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนเป็นประจำร่วมด้วย ซึ่งการหักดิบเองเสี่ยงชักและเพ้อสับสน

ส่วนผู้ที่ได้รับยานี้จากแพทย์เพื่อรักษาโรค ไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง เพราะแพทย์จะค่อย ๆ ลดยาและติดตามว่าอาการเดิมกลับมาหรือไม่ หากใช้เกินกว่าที่สั่งควรบอกแพทย์ตามจริง

อุปสรรคที่ทำให้หลายคนหยุดเองไม่สำเร็จมักอยู่ที่เหตุผลที่ทำให้ใช้ตั้งแต่แรก เช่น ความเครียด ความเบื่อ กลุ่มเพื่อนเดิม และปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้ดูแล เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือสมาธิสั้น การดูแลโดยแพทย์ช่วยประเมินความปลอดภัยและวางแผนหยุดที่มีโครงสร้าง หลายคนร่วมมือได้ดีขึ้นเมื่อได้รับคำอธิบายว่าอาการที่เป็นเกิดจากยา โดยไม่ถูกตำหนิ

การหยุดใช้ช่วงแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความอยากใช้และการควบคุมตัวเองที่ยังไม่มั่นคงอาจอยู่ได้นานหลายเดือน การบำบัดฟื้นฟูด้านจิตใจ การจัดการสิ่งกระตุ้น และการปรับสภาพแวดล้อม จึงเป็นกุญแจป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ อ่านภาพรวมได้ที่วิธีเลิกยาเสพติด เลิกเองได้ไหม และอาการถอนของแต่ละสาร

การบำบัดและฟื้นฟูผู้ที่ใช้ B5

ปัจจุบันยังไม่มียาที่ออกฤทธิ์ต้านการติด B5 โดยเฉพาะ แต่จิตแพทย์มีบทบาทสำคัญในการดูแลอาการ เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หงุดหงิด และรักษาโรคร่วมทางจิตเวช ควบคู่กับหัวใจหลักคือจิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม

การรักษาเริ่มจากการประเมินรอบด้าน ทั้งการใช้สาร สุขภาพกาย อาการทางจิต อารมณ์ การนอน และครอบครัว ซึ่งสำคัญมากในวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นที่ใช้สารเสพติดจำนวนมากมีโรคร่วมทางจิตเวช เช่น ปัญหาพฤติกรรมดื้อต่อต้าน สมาธิสั้น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรืออารมณ์สองขั้ว หากหยุดใช้ B5 แต่ไม่ดูแลปัญหาเบื้องหลัง ความเสี่ยงที่จะกลับไปใช้ก็ยังอยู่ อ่านเพิ่มเติมเรื่องโรคสมาธิสั้นกับการใช้สารเสพติด และโรคซึมเศร้ากับการใช้สารเสพติด

หลังอาการช่วงแรกคงที่ การบำบัดจะมุ่งไปที่คำถามว่า B5 ทำหน้าที่อะไรในชีวิตผู้ใช้ เช่น หนีความเครียดจากการเรียน หรือให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ช่วยให้เห็นวงจรระหว่างสถานการณ์ ความคิด อารมณ์ และการใช้สาร แล้วฝึกวิธีรับมือแบบใหม่

สำหรับวัยรุ่น แนวทางทางการแพทย์แนะนำให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในแผนการรักษา และครอบครัวบำบัดเป็นรูปแบบที่มีการศึกษามากที่สุดในการรักษาปัญหาสารเสพติดในวัยรุ่น เป้าหมายไม่ใช่การหาว่าใครผิด แต่เป็นการปรับการสื่อสาร กฎและขอบเขตในบ้าน และวิธีที่ทุกคนจะสนับสนุนการฟื้นตัวร่วมกัน อ่านเพิ่มเติมเรื่องการบำบัดยาเสพติดด้วยวิธีครอบครัวบำบัด

การป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำเริ่มตั้งแต่ระหว่างบำบัด โดยหาสถานการณ์เสี่ยง เช่น กลุ่มเพื่อนเดิม ช่วงสอบ หรือความขัดแย้งในบ้าน แล้ววางแผนรับมือ หากกลับไปใช้อีก ไม่ได้แปลว่าการรักษาล้มเหลว แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยปรับแผน

ลูกวัยรุ่นใช้ B5 พ่อแม่ควรทำอย่างไร

พ่อแม่หลายคนทั้งตกใจ โกรธ และรู้สึกผิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สิ่งแรกคือประเมินความปลอดภัย หากลูกสับสนมาก ตัวร้อน หัวใจเต้นเร็ว ชัก หรือซึมลง ให้พาไปห้องฉุกเฉินก่อน เรื่องอื่นรอได้

เริ่มคุยกับลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการทะเลาะ

เลือกเวลาที่ลูกไม่ได้อยู่ในฤทธิ์ยาและพ่อแม่ไม่ได้กำลังโกรธ เริ่มจากสิ่งที่เห็นจริงและความเป็นห่วงแทนการกล่าวหา เช่น “ช่วงนี้แม่เห็นลูกดูเหม่อ ๆ และเจอยาแผงนี้ในห้อง แม่เป็นห่วงเลยอยากคุยด้วย” แล้วถามคำถามปลายเปิด เช่น “มีเรื่องอะไรที่ทำให้เครียดอยู่หรือเปล่า”

การรับฟังโดยไม่ตำหนิและไม่ตีตราว่าลูกเป็นคนมีปัญหา ช่วยให้ลูกกล้าเล่าความจริงมากขึ้น แต่การเห็นอกเห็นใจไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับทุกพฤติกรรม พ่อแม่ยังตั้งกฎที่ชัดเจนได้ และตกลงร่วมกันว่าจะเข้ารับการประเมินจากแพทย์ อ่านเพิ่มเติมเรื่องเมื่อลูกติดสารเสพติด พ่อแม่ควรช่วยแค่ไหน ไม่ให้ความรักกลายเป็นการตามใจ

เมื่อไรควรพาลูกมาพบจิตแพทย์

ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุร้ายแรงก่อน ควรพามาประเมินเมื่อลูกใช้ B5 ซ้ำ ใช้ร่วมกับสารอื่น เคยสับสนหรือเห็นภาพหลอน การเรียนเริ่มเสีย มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือความคิดทำร้ายตัวเอง หรือตกลงว่าจะหยุดแล้วกลับไปใช้อีก

ความตั้งใจของผู้ป่วยช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกพร้อมเต็มที่ก่อนจึงพามารักษา แรงจูงใจสามารถสร้างขึ้นระหว่างการรักษาได้ มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาเพราะแรงผลักดันจากภายนอกได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับผู้ที่สมัครใจมาเอง และครอบครัวที่ได้รับคำแนะนำวิธีพูดคุยอย่างถูกวิธีช่วยให้คนที่ตนรักยอมเข้ารับการรักษาได้มากขึ้นอย่างชัดเจน ลำดับที่เหมาะสมคือเริ่มจากการพูดคุย ทำข้อตกลงเลิกใช้และชวนมาพบแพทย์ หากยังไม่สำเร็จ ลูกยังใช้อยู่ ผิดข้อตกลง หรือมีอาการทางอารมณ์หรืออาการทางจิต อาจจำเป็นต้องพามารักษาแม้ลูกยังไม่ยินยอม เพื่อช่วยก่อนปัญหาจะรุนแรงหรือสายเกินไป อ่านเพิ่มเติมเรื่องเมื่อลูกไม่ยอมรักษา พ่อแม่สามารถพาไปศูนย์บำบัดได้ไหม

รูปแบบการรักษาขึ้นกับระยะของปัญหา วัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มลองอาจเริ่มจากการให้คำปรึกษาแบบผู้ป่วยนอก ส่วนวัยรุ่นที่ใช้ต่อเนื่องจนควบคุมไม่ได้ ใช้หลายสาร มีอาการทางจิต หรือรักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วยังกลับไปใช้ซ้ำ อาจเหมาะกับการบำบัดแบบอยู่ประจำซึ่งช่วยแยกออกจากสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงยาง่าย

อายุเท่าไรเข้ารับการบำบัดที่ Day One ได้

Day One รับบำบัดแบบอยู่ประจำตั้งแต่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ต้องมีผู้ปกครองตามกฎหมายเซ็นยินยอมรับการรักษาแทน สำหรับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 15 ปี หรือครอบครัวที่ต้องการเริ่มจากการประเมินแบบผู้ป่วยนอกหรือปรึกษาทางไกล แนะนำให้เริ่มที่ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตทีมเดียวกับ Day One ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ

การบำบัด B5 ที่ Day One Rehabilitation Center

การบำบัดผู้ที่ใช้ B5 ที่ Day One Rehabilitation Center เป็นการดูแลแบบอยู่ประจำที่จังหวัดนครนายก ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง จิตแพทย์และทีมสหวิชาชีพวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลตามขั้นตอน 4 ระยะ ตั้งแต่ประเมินอาการ ดูแลช่วงหยุดสาร ฟื้นฟูและป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ ไปจนถึงติดตามหลังออกจากศูนย์

ช่วงแรก จิตแพทย์จะประเมินประวัติการใช้ B5 และสารอื่น อาการทางกายและทางจิต ชุดตรวจปัสสาวะ 10 ชนิดของศูนย์ไม่ได้ครอบคลุม B5 แต่ช่วยดูสารอื่นที่ใช้ร่วม ครอบครัวจึงควรเล่าสิ่งที่เห็นตามจริงและนำยาที่พบมาด้วย

การฟื้นฟูประกอบด้วยการบำบัดรายบุคคลกับนักจิตบำบัด กลุ่มจิตบำบัด (CBT การให้ความรู้ด้านสุขภาพ และแนวทาง 12 ขั้นตอน) ศิลปะ ดนตรี ทำอาหาร ทำสวน ออกกำลังกาย สวดมนต์ทำสมาธิ และการปรับยาตามความเหมาะสมโดยจิตแพทย์ ผู้ที่มีโรคร่วมทางจิตเวชจะได้รับการดูแลทั้งสองด้านไปพร้อมกัน

Day One แนะนำให้เริ่มบำบัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และไม่ควรน้อยกว่า 2 สัปดาห์ ในรายที่เหมาะสมสนับสนุนการบำบัดประมาณ 3 เดือนเพื่อให้การเลิกมั่นคงขึ้น ระยะเวลาจริงพิจารณาร่วมกันระหว่างจิตแพทย์และครอบครัว หลังออกจากศูนย์ควรติดตามการรักษาต่อเนื่องประมาณ 1–2 ปีที่ปีติ คลินิก หรือผ่านวิดีโอคอล ดูรายละเอียดได้ที่โปรแกรมบำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำของ Day One ระหว่างการบำบัด ผู้เข้ารับการบำบัดไม่ได้ใช้โทรศัพท์และไม่ได้ออกนอกศูนย์ โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้ติดต่อครอบครัวแทน ข้อมูลและประวัติการรักษาได้รับการดูแลเป็นความลับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา B5

B5 คือยาอะไร

B5 หรือบีไฟว์ เป็นชื่อที่กลุ่มผู้ใช้เรียกยาไตรเฮกซีเฟนิดิล (trihexyphenidyl) หรือเบนซ์เฮกซอล (benzhexol) ยาเม็ดที่แพทย์ใช้ลดอาการสั่นเกร็งจากโรคพาร์กินสันและจากผลข้างเคียงของยารักษาอาการทางจิต เมื่อนำมาใช้เองโดยเฉพาะในปริมาณมากหรือใช้ร่วมกับสารอื่น อาจทำให้สับสน เห็นภาพหลอน และเกิดภาวะพิษที่อันตรายได้

B5 เสพติดได้ไหม

ไตรเฮกซีเฟนิดิลเป็นยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นมากที่สุดในกลุ่มเดียวกันและมีรายงานการนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ ผู้ใช้บางคนจึงใช้ซ้ำจนควบคุมได้ยาก หากใช้บ่อยขึ้น หยุดแล้วไม่สำเร็จ หรือยังใช้ต่อแม้เกิดผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ ควรเข้ารับการประเมินจากจิตแพทย์

กิน B5 แล้วมีอาการอย่างไร

อาการที่พบได้ เช่น ปากแห้ง ตาพร่ามัว ท้องผูก ปวดท้อง ความจำและสมาธิแย่ลง หากได้รับมากอาจกระสับกระส่าย สับสน เห็นภาพหลอน ตัวร้อน หน้าแดง ผิวแห้ง รูม่านตาขยาย และหัวใจเต้นเร็ว อาการรุนแรงขึ้นได้เมื่อใช้ร่วมกับยาหรือสารอื่นที่มีฤทธิ์คล้ายกัน

อาการแบบไหนหลังใช้ B5 ต้องรีบไปโรงพยาบาล

หากสับสนมาก ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เห็นภาพหลอน กระวนกระวายจนควบคุมไม่ได้ ตัวร้อนจัด หัวใจเต้นเร็วมาก ชัก ซึมลงจนปลุกไม่ตื่น หรือหมดสติ ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และนำแผงยาหรือเม็ดยาที่พบไปด้วยถ้ามี

ตรวจฉี่เจอ B5 ไหม

ชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ 10 ชนิดที่ Day One ใช้ระหว่างการบำบัดไม่ได้ครอบคลุมไตรเฮกซีเฟนิดิล จิตแพทย์จึงประเมินจากประวัติ อาการ และข้อมูลจากครอบครัวเป็นหลัก ส่วนการตรวจปัสสาวะช่วยดูสารอื่นที่ใช้ร่วม เช่น กระท่อม ทรามาดอล หรือยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน

ลูกอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้ B5 พามาบำบัดได้ไหม

Day One รับบำบัดแบบอยู่ประจำตั้งแต่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ต้องมีผู้ปกครองตามกฎหมายเซ็นยินยอมรับการรักษาแทน หากอายุยังไม่ถึง 15 ปี หรือต้องการเริ่มจากการรักษาแบบผู้ป่วยนอก แนะนำให้ปรึกษาปีติ คลินิก ซึ่งเป็นทีมเดียวกับ Day One

เริ่มต้นช่วยคนในครอบครัวที่ใช้ B5 ก่อนปัญหาจะรุนแรงขึ้น

การที่ลูกหรือคนในครอบครัวใช้ B5 ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือครอบครัวล้มเหลว หลายคนเริ่มจากความอยากรู้หรือความเครียด โดยไม่รู้ว่ายาที่ดูธรรมดานี้เสี่ยงเพียงใด การฟื้นตัวเป็นไปได้ เมื่อหยุดใช้และได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งการประเมินโรคร่วม จิตบำบัด และการมีส่วนร่วมของครอบครัว จะช่วยให้มีโอกาสกลับไปเรียน ทำงาน และใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งสาร

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกข้อก่อนขอความช่วยเหลือ หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มอย่างไร สามารถทำแบบทดสอบคัดกรองเบื้องต้น หรือโทรปรึกษาทีมของ Day One ได้ที่ 02-028-7775 ทุกวัน 9.00–17.00 น.

ปรึกษาการบำบัดยา B5กับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.

ดูขั้นตอนการบำบัด 4 ระยะ และรักษานานแค่ไหน ›

แบบทดสอบคัดกรอง ฟรี รู้ผลทันที

ไม่แน่ใจว่าคนที่คุณเป็นห่วงติดหรือยัง? ทำแบบคัดกรองสำหรับครอบครัว 4 ข้อ

ญาติตอบแทนได้ ไม่ต้องรอให้เขาทำเอง ไม่บันทึกคำตอบ · หรือประเมินด้วยตนเอง: แบบคัดกรองการใช้สารเสพติด ASSIST

ดูแบบทดสอบทั้งหมด ›