ยาอี (MDMA) คืออะไร ลักษณะ อาการ อันตราย และแนวทางการบำบัด
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
ยาอี (Ecstasy) คือชื่อที่ใช้เรียกสาร MDMA (3,4-methylenedioxymethamphetamine) สารเสพติดสังเคราะห์ที่ดัดแปลงโครงสร้างมาจากเมทแอมเฟตามีน จึงมีทั้งฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและฤทธิ์ทำให้การรับรู้เปลี่ยนไปคล้ายสารหลอนประสาทแบบอ่อน มักพบเป็นเม็ดหรือผง นิยมใช้ในงานปาร์ตี้และสถานบันเทิง และจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามกฎหมายไทย ผู้ใช้มักรู้สึกมีความสุขและใกล้ชิดกับคนรอบข้างเป็นพิเศษ แต่เมื่อฤทธิ์หมดหลายคนจะเหนื่อยล้าและอารมณ์ตกไปอีกหลายวัน
ยาอีมักถูกมองว่าเป็น “ยาปาร์ตี้” ที่ใช้แค่บางโอกาส แต่อันตรายไม่ได้รอให้ติดก่อนจึงเกิด ภาวะตัวร้อนจัดเกิดได้ตั้งแต่คืนที่ใช้ เม็ดที่ขายกันอาจมีสารอื่นปน และผู้ที่ใช้บ่อยก็เสพติดได้ การรู้จักหน้าตา อาการ และสัญญาณอันตรายของยาอี จะช่วยให้ครอบครัวขอความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น
ยาอีคืออะไร และส่งผลต่อสมองอย่างไร
ยาอีอยู่ในตระกูลเดียวกับแอมเฟตามีน ทางการแพทย์จัดให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสารกระตุ้นกับสารหลอนประสาท และเรียกสารกลุ่มนี้ว่าเอนแทคโตเจน (Entactogen) คือสารที่ทำให้รู้สึกเปิดใจและใกล้ชิดกับผู้อื่น ยาอีทำให้เห็นภาพหลอนน้อยกว่าสารหลอนประสาทแบบดั้งเดิม ฤทธิ์เด่นคืออารมณ์ที่ดีขึ้นมาก ร่วมกับฤทธิ์กระตุ้นแบบสารในยาบ้า เช่น ใจเต้นเร็วและนอนไม่หลับ อ่านเพิ่มได้ที่ ยาบ้าและยาไอซ์ อาการ อันตราย และการบำบัดรักษา และสารหลอนประสาทกลุ่มอื่นที่ อายาวัสกา สารเปิดจิตที่เสพติดได้
ยาอีออกฤทธิ์ต่อสมองอย่างไร
ยาอีทำให้สมองปล่อยสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเกี่ยวกับอารมณ์ออกมาจำนวนมากในเวลาสั้น ร่วมกับเพิ่มโดปามีน (Dopamine) และนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) ที่ทำให้ตื่นตัว ผลคือความรู้สึกสุขสบายและผูกพันกับคนรอบข้างผิดปกติ ยาอียังลดความวิตกกังวลและเพิ่มความหุนหันพลันแล่น ผู้ใช้จึงอาจกล้าทำสิ่งที่ปกติจะไม่ทำ
เมื่อใช้ซ้ำติดกันไม่กี่วัน เซโรโทนินที่สมองเก็บสำรองไว้จะพร่องลงจนฤทธิ์ด้านความสุขแทบไม่เกิด แต่ฤทธิ์กระตุ้นยังอยู่ ช่วงที่สมองปรับตัวหลังใช้นี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเหนื่อย หงุดหงิด และอารมณ์ตกในวันต่อ ๆ มา ส่วนงานปาร์ตี้ เสียงเพลง และกลุ่มเพื่อนที่ผูกกับการใช้ ก็กลายเป็นตัวกระตุ้นให้อยากใช้ในภายหลัง
ยาอีมีลักษณะอย่างไร และมีชื่อเรียกอื่นอะไรบ้าง
ยาอีที่พบบ่อยที่สุดเป็นเม็ดสำหรับกลืน มักมีสีต่าง ๆ และอาจปั๊มรูปหรือสัญลักษณ์ไว้ บางครั้งพบเป็นผงที่ละลายน้ำดื่ม บรรจุแคปซูล หรือสูดทางจมูก และมีบางรายที่ฉีด ชื่ออื่นที่ได้ยินบ่อยคือเอ็กซ์ตาซี (Ecstasy) และมอลลี่ (Molly) ส่วน “ยาเลิฟ” มักใช้เรียกสาร MDA ซึ่งเป็นสารตระกูลเดียวกันที่ฤทธิ์อยู่ในร่างกายนานกว่า
ไม่มีใครบอกได้จากหน้าตาว่าในเม็ดหรือผงนั้นมีอะไรอยู่จริง ยาอีที่ซื้อขายกันอาจมีสารตระกูลเดียวกันชนิดอื่นปน หรือมีสารที่ไม่ใช่ MDMA เลย เช่น เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ซึ่งเป็นสารในยาแก้ไอบางชนิด หรือสารกระตุ้นอื่น บางชนิดมีพิษสูงกว่าและเคยทำให้ผู้ใช้เสียชีวิต ส่วน Liquid Ecstasy ไม่ใช่ยาอี แต่มักหมายถึงสารกดประสาท GHB ดูได้ที่ GHB และ GBL อาการ ผลกระทบ และแนวทางการบำบัดรักษา
ทำไมยาอีจึงมักอยู่ในงานปาร์ตี้ และทำไมครอบครัวไม่ควรมองข้าม
ผู้ใช้ยาอีในงานปาร์ตี้และเทศกาลดนตรีต้องการพลังเพื่อเต้นได้ทั้งคืนและรู้สึกเชื่อมโยงกับเพื่อน บางคนใช้เพื่อลดความประหม่า บางคนใช้เพราะเพิ่มอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเพิ่มโอกาสมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน สภาพของงานยังทำให้ยาอีอันตรายขึ้น ทั้งการเต้นในที่ร้อนแออัด การใช้สารอื่นร่วม และการตัดสินใจที่แย่ลง เช่น ขับรถทั้งที่ยังอยู่ในฤทธิ์ของสาร
ในวัยรุ่น สัญญาณเตือนที่ครอบครัวมักเห็นก่อนคือเลิกคบเพื่อนกลุ่มเดิม ชอบไปงานสังสรรค์ที่ไม่มีผู้ใหญ่ กลับบ้านดึกโดยไม่มีเหตุผล ผลการเรียนแย่ลง และใช้โทรศัพท์แปลกไปจากเดิม สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าใช้ยาอี แต่ควรเริ่มพูดคุยอย่างใส่ใจ
อาการของผู้ที่ใช้หรือติดยาอี สังเกตได้อย่างไร
อาการแตกต่างกันตามปริมาณ สารที่ปนอยู่ และร่างกายของแต่ละคน ครอบครัวมักเห็นอาการใน 3 ช่วง คือ ระหว่างออกฤทธิ์ ช่วงไม่กี่วันหลังใช้ และเมื่อเริ่มใช้บ่อย
อาการระหว่างที่ยาอีออกฤทธิ์
ยาอีมักเริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 30 นาทีหลังกลืน และเริ่มหมดฤทธิ์หลังใช้ราว 3–6 ชั่วโมง อาการที่อาจพบ ได้แก่
-
อารมณ์ดีผิดปกติ พูดมาก เปิดใจหรือแสดงความผูกพันกับคนรอบข้างมากกว่าเดิม
-
มีพลัง เต้นหรือเคลื่อนไหวได้นานหลายชั่วโมง
-
ขบกราม กัดฟัน หรือกล้ามเนื้อตึง
-
รูม่านตาขยาย เหงื่อออกมาก ตัวร้อน ปากแห้ง
-
ไม่หิว คลื่นไส้ ใจเต้นเร็ว
-
บางรายวิตกกังวล ตื่นตระหนก หวาดระแวง หรือสับสน
อาการในช่วงไม่กี่วันหลังใช้ยาอี
หลังฤทธิ์หมด หลายคนมีอาการหมดแรงที่อยู่ได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงหลายวัน เช่น
-
อ่อนเพลีย นอนไม่หลับหรือนอนผิดเวลา
-
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกราม คอ และหลัง ปวดศีรษะ
-
อารมณ์ตก เศร้า หงุดหงิด หรือวิตกกังวล
-
สมาธิไม่ดี
ถ้าวงจร “ออกไปทั้งคืน กลับมาซึมหลายวัน” เกิดซ้ำเป็นประจำ ควรพูดคุยและขอคำปรึกษา
อาการติดยาอี สัญญาณว่าเริ่มควบคุมการใช้ไม่ได้
การติดยาอีจากการใช้บ่อยมีรายงานอย่างสม่ำเสมอ ลักษณะเด่นมักเป็นด้านจิตใจมากกว่าทางกาย คือไม่ได้มีอาการถอนทางร่างกายรุนแรง แต่ความคิด ความอยาก และกิจวัตรของชีวิตเริ่มผูกอยู่กับการใช้ สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่
-
ใช้บ่อยขึ้น จากเฉพาะงานพิเศษไปเป็นทุกสุดสัปดาห์ หรือเริ่มใช้ในวันธรรมดา
-
ต้องใช้มากขึ้นหรือใช้ซ้ำในคืนเดียวเพื่อให้ได้ความรู้สึกแบบเดิม
-
ตั้งใจว่าจะลดหรือหยุด แต่ทำไม่ได้
-
เริ่มใช้คนเดียว หรือใช้เพื่อหนีความเครียดและความเหงา
-
การเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ในบ้านได้รับผลกระทบ แต่ยังใช้ต่อ
แม้ไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่ถ้ากลับไปใช้ทุกครั้งที่มีงานสังสรรค์ทั้งที่เคยบอกว่าจะหยุด ก็ควรได้รับการประเมิน
ผลกระทบของยาอีและอันตรายที่ต้องรู้
ผลกระทบของยาอีมีทั้งอันตรายเฉียบพลันในคืนที่ใช้และผลระยะยาวต่อสมองและอารมณ์
อันตรายเฉียบพลันจากยาอี
ภาวะตัวร้อนจัด (Hyperthermia) เป็นอันตรายที่สำคัญที่สุด ยาอีรบกวนระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อรวมกับการเต้นต่อเนื่องในที่ร้อนและการขาดน้ำ ร่างกายอาจร้อนจัดคล้ายโรคลมร้อน (ฮีทสโตรก) จนกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ไตวาย ตับเสียหาย หรือเลือดออกผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ยาอีทำให้ร่างกายขับปัสสาวะน้อยลง เมื่อเสียเหงื่อมากแล้วดื่มน้ำปริมาณมาก น้ำจะเจือจางเกลือแร่ในเลือดจนโซเดียมต่ำ ทำให้สมองบวม ชัก และหมดสติได้
ภาวะพิษจากเซโรโทนิน (Serotonin syndrome) เกิดเมื่อเซโรโทนินในสมองสูงเกินไป อาการมักเกิดหลายด้านพร้อมกัน เช่น กระวนกระวาย สับสน มีไข้ เหงื่อแตก อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หรือแข็งเกร็ง ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาบ้า ยาไอซ์ โคเคน หรือยาต้านเศร้าบางกลุ่ม ผู้ที่กินยาจิตเวชอยู่จึงควรบอกแพทย์ตามจริงว่าใช้ยาอีหรือไม่
หัวใจและจิตใจ ยาอีทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว บางรายเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหลอดเลือดแตก ด้านจิตใจอาจตื่นตระหนก หวาดระแวง เห็นภาพหลอน หรือสับสนเพ้อจนเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ เมื่อระดับสารสูงขึ้น ร่างกายจะกำจัดยาอีได้ช้าลง การใช้ซ้ำหลายเม็ดในคืนเดียวจึงทำให้ระดับสารในเลือดพุ่งสูงกว่าที่ผู้ใช้คาดไว้มาก
หากหลังใช้ยาอีมีอาการตัวร้อนจัด สับสนหรือพูดไม่รู้เรื่อง กระวนกระวายมาก กล้ามเนื้อกระตุกหรือแข็งเกร็ง ใจสั่นรุนแรงหรือเจ็บหน้าอก ชัก ซึมลงหรือปลุกไม่ตื่น ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และบอกแพทย์ตามจริงว่าใช้สารอะไรมาบ้าง
ยาอีมีผลต่อสมองและสุขภาพจิตอย่างไรในระยะยาว
การใช้ยาอีบ่อย โดยเฉพาะร่วมกับสารอื่น สัมพันธ์กับระบบเซโรโทนินในสมองที่ทำงานบกพร่อง บางคนสมาธิแย่ลง อารมณ์เศร้า และความจำแย่ลงเล็กน้อย ข่าวดีคือการทำงานของสมองฟื้นตัวและดีขึ้นได้ชัดเจนเมื่อหยุดใช้ต่อเนื่องนานพอร่วมกับการบำบัดฟื้นฟู โดยระยะเวลาและระดับการฟื้นตัวขึ้นกับปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ และสารอื่นที่ใช้ร่วม
ด้านสุขภาพจิต ยาอีอาจกระตุ้นอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือหวาดระแวง ซึ่งบางคนค้างอยู่ได้หลายวันถึงหลายสัปดาห์ และบางรายมีอาการซึมเศร้า แพนิค หรืออาการทางจิตกลับเป็นซ้ำจนต้องรักษาทางจิตเวช โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม อ่านเพิ่มได้ที่ โรคซึมเศร้ากับการใช้สารเสพติด และ อาการหูแว่ว หวาดระแวง และอาการทางจิตจากยาเสพติด
การใช้ยาอีร่วมกับสารอื่น
ยาอีมักถูกใช้ร่วมกับสารอื่น ที่พบบ่อยคือเหล้า กัญชา และสารกระตุ้นอย่างยาบ้าหรือโคเคน การใช้ร่วมกับสารกระตุ้นเพิ่มความเสี่ยงภาวะพิษจากเซโรโทนินและทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หากครอบครัวไม่แน่ใจว่าเขาใช้สารอะไรบ้าง การพามาตรวจประเมินจะปลอดภัยกว่าการปล่อยให้หยุดเองที่บ้าน อ่านเพิ่มได้ที่ การใช้สารเสพติดหลายชนิด อันตรายอย่างไร และควรบำบัดแบบไหน
วิธีเลิกยาอี เลิกเองได้ไหม อาการแบบไหนควรพบแพทย์
การหยุดใช้ยาอีทันทีไม่ทำให้เกิดอาการถอนทางร่างกายที่อันตรายถึงชีวิต จึงเริ่มหยุดได้เลยโดยไม่ต้องรอ ช่วงไม่กี่วันแรกอาจเหนื่อยล้า วิตกกังวล ปวดเมื่อย และนอนผิดปกติ แต่อุปสรรคที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเลิกเองตามลำพังไม่สำเร็จ คืออารมณ์ที่ดิ่งลงหลังหยุด ความอยากเมื่อเจอเพื่อนกลุ่มเดิมหรืองานปาร์ตี้ และการที่ชีวิตทางสังคมผูกอยู่กับการใช้ หากมีอาการเหล่านี้มาก หยุดแล้วกลับไปใช้ซ้ำ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการดูแล
สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคืออารมณ์หลังหยุด บางคนอารมณ์ตกเพียงไม่กี่วัน แต่บางคนเศร้าหรือวิตกกังวลค้างนานหลายสัปดาห์ และบางรายอารมณ์ดิ่งจนมีความคิดทำร้ายตัวเอง ครอบครัวจึงไม่ควรมองว่าเป็นแค่ “เหนื่อยหลังเที่ยว” หากเขาพูดถึงความสิ้นหวังหรือการทำร้ายตัวเอง ให้รีบขอความช่วยเหลือ และถ้ามีความเสี่ยงเฉพาะหน้า ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่ออกฤทธิ์ต้านการติดยาอีโดยเฉพาะเหมือนสารเสพติดบางชนิด แต่จิตแพทย์มีบทบาทสำคัญในการใช้ยาบรรเทาอาการหลังหยุดที่ทรมาน เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย วิตกกังวล และรักษาโรคร่วมทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล ควบคู่กับหัวใจหลักคือจิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม
แม้อาการทางกายมักทุเลาในไม่กี่วัน แต่ความอยากใช้และความเคยชินที่ผูกกับงานปาร์ตี้ กลุ่มเพื่อน และอารมณ์ อาจอยู่ได้นานหลายเดือน การบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องทั้งด้านจิตใจ การจัดการตัวกระตุ้น และการปรับสภาพแวดล้อม จึงเป็นกุญแจป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ อ่านภาพรวมได้ที่ วิธีเลิกยาเสพติด เลิกเองได้ไหม อาการถอนแต่ละสาร และยาช่วยเลิก
การบำบัดและฟื้นฟูหลังหยุดยาอี
เมื่ออารมณ์ช่วงแรกคงที่ การบำบัดจะหันไปที่คำถามว่ายาอีทำหน้าที่อะไรในชีวิตของเขา เช่น ช่วยให้เข้ากลุ่มเพื่อนหรือหนีความเหงา การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ช่วยให้เห็นวงจรระหว่างสถานการณ์ ความคิด อารมณ์ และการใช้ยาอี แล้วฝึกตอบสนองแบบใหม่ เช่น เมื่อเพื่อนชวนไปงาน หรือเมื่อคิดว่า “ครั้งเดียวคงไม่เป็นไร” การเสริมสร้างแรงจูงใจช่วยผู้ที่ยังลังเลให้เห็นว่าการใช้ยาอีขัดกับชีวิตที่ตนต้องการอย่างไร โดยไม่เริ่มจากการตำหนิ
การฟื้นฟูยังต้องสร้างสิ่งที่มาแทนที่สิ่งที่ยาอีเคยให้ เช่น ความมั่นใจในการเข้าสังคมโดยไม่พึ่งสาร และกิจกรรมที่สนุกและมีความหมาย หากมีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลร่วมด้วยต้องรักษาควบคู่กัน เพราะถ้ายาอีเคยเป็นวิธีจัดการอารมณ์ การหยุดสารอย่างเดียวจะไม่ครอบคลุม
ป้องกันการกลับไปใช้ยาอีซ้ำได้อย่างไร
ความอยากใช้ยาอีมักถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมและช่วงเวลาที่เคยใช้ เช่น
-
งานปาร์ตี้ เทศกาลดนตรี สถานบันเทิง หรือเพลงที่เคยฟังตอนใช้
-
กลุ่มเพื่อนเดิมและข้อความชวนไปงานในวันหยุด
-
การดื่มเหล้า ซึ่งทำให้ความตั้งใจหยุดอ่อนลง
-
ความเหงา ความเบื่อ หรือความเครียด
-
ความคิดว่าหยุดมานานแล้ว ใช้ครั้งเดียวคงไม่เป็นไร
เมื่อรู้ตัวกระตุ้นแล้ว ให้วางแผนรับมือล่วงหน้า เช่น หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงในช่วงแรก ตัดช่องทางติดต่อแหล่งหาสาร สร้างกิจกรรมวันหยุดแบบใหม่ และกำหนดว่าจะติดต่อใครเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะกลับไปใช้ หากเคยหยุดแล้วกลับไปใช้อีก ไม่ได้แปลว่าการรักษาล้มเหลว แต่ควรนำมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนใช้ เพื่อปรับแผนครั้งต่อไป
คนในครอบครัวใช้ยาอี แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ควรทำอย่างไร
คนที่ใช้ยาอีมักบอกว่า “ใช้แค่ตอนเที่ยว” หรือ “ยาอีไม่ใช่ยาบ้า” ครอบครัวไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเขา “ติดยาอี” แต่เริ่มจากผลกระทบที่เห็นได้จริง เช่น กลับมาซึมหลายวันหลังเที่ยว หรือการเรียนแย่ลง แทนการถามว่า “ทำไมไม่เลิกสักที” อาจถามว่า “เคยตั้งใจว่าจะไม่ใช้ แต่สุดท้ายก็ใช้บ้างไหม” คำถามแบบนี้ช่วยให้เขาสำรวจด้วยตนเองมากกว่าการโต้เถียง
ความตั้งใจของผู้ป่วยช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยพร้อมเต็มที่ก่อนจึงพามารักษา แรงจูงใจสามารถสร้างขึ้นระหว่างการรักษาได้ มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาเพราะแรงผลักดันจากภายนอกได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับผู้ที่สมัครใจมาเอง และครอบครัวที่ได้รับคำแนะนำวิธีพูดคุยอย่างถูกวิธีช่วยให้คนที่ตนรักยอมเข้ารับการรักษาได้มากขึ้นอย่างชัดเจน
ลำดับที่ใช้ได้จริง คือ เริ่มจากการพูดคุย แล้วทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการเลิกใช้และการเข้ารับการรักษา หากไม่สำเร็จ เช่น ยังใช้ต่อ ผิดข้อตกลง หรือเริ่มมีอาการทางอารมณ์หรืออาการทางจิต อาจจำเป็นต้องบังคับรักษา เพื่อช่วยก่อนเกิดผลเสียที่แก้ไขยาก ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เสี่ยงเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นและไม่ยินยอม ผู้แทนตามกฎหมายเซ็นยินยอมการรักษาแทนได้ หากไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร ปรึกษาทีมของ Day One ก่อนได้
การบำบัดยาอีที่ Day One Rehabilitation Center
การบำบัดยาอีที่ Day One Rehabilitation Center เป็นการดูแลแบบอยู่ประจำที่จังหวัดนครนายก ห่างกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง ศูนย์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข จิตแพทย์ประเมินรูปแบบการใช้ยาอี สารอื่นที่ใช้ร่วม สุขภาพกาย อารมณ์ และโรคร่วมทางจิตเวช ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ช่วงแรกเน้นการพักฟื้น การนอน และการเฝ้าระวังอารมณ์ที่อาจดิ่งลงหลังหยุดใช้ หลังอาการคงที่ การฟื้นฟูจะมุ่งไปที่ปัจจัยที่ทำให้ใช้ยาอี ผ่านการบำบัดรายบุคคลกับนักจิตบำบัด กลุ่มจิตบำบัด (CBT การให้ความรู้ด้านสุขภาพ และแนวทาง 12 ขั้นตอน) กิจกรรมบำบัด เช่น ศิลปะ ดนตรี ทำอาหาร ทำสวน การออกกำลังกาย และการสวดมนต์ทำสมาธิ ร่วมกับการปรับยาโดยจิตแพทย์ ระหว่างบำบัดผู้ป่วยไม่ได้ใช้โทรศัพท์ (เจ้าหน้าที่ติดต่อญาติแทน) จึงห่างจากงานปาร์ตี้ กลุ่มเพื่อน และช่องทางหาสารในช่วงแรก
Day One แนะนำให้เริ่มบำบัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และไม่ควรน้อยกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่อยู่บำบัดได้ถึงประมาณ 3 เดือนมักเลิกได้มั่นคงขึ้น และหลังออกจากศูนย์ควรติดตามการรักษาต่อเนื่อง ดูรายละเอียดได้ที่ ขั้นตอนการบำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ 4 ระยะ ศูนย์รับผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป (อายุต่ำกว่า 18 ปีผู้ปกครองเซ็นยินยอม) หากอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องการรักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือติดตามอาการหลังออกจากศูนย์ ปรึกษาได้ที่ ปีติ คลินิก ซึ่งเป็นทีมเดียวกับ Day One
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาอี
ยาอีติดได้ไหม
ติดได้ การใช้ยาอีบ่อยสามารถพัฒนาเป็นการเสพติด โดยมักเด่นด้านจิตใจ เช่น อยากใช้ ใช้บ่อยขึ้น ตั้งใจหยุดแล้วทำไม่ได้ และชีวิตทางสังคมผูกอยู่กับการใช้ หากเห็นสัญญาณเหล่านี้ควรเข้ารับการประเมิน โดยไม่ต้องรอให้ใช้ทุกวัน
ใช้ยาอีแค่บางครั้งตอนไปปาร์ตี้ อันตรายไหม
อันตรายได้ เพราะภาวะตัวร้อนจัด โซเดียมในเลือดต่ำ และภาวะพิษจากเซโรโทนินเกิดได้ตั้งแต่คืนที่ใช้ โดยเฉพาะเมื่อเต้นต่อเนื่องในที่ร้อนแออัด ใช้ซ้ำในคืนเดียว หรือใช้ร่วมกับเหล้าและสารอื่น อีกทั้งเม็ดที่ขายว่าเป็นยาอีอาจมีสารชนิดอื่นปนอยู่
หยุดยาอีแล้วมีอาการอะไร เลิกเองได้ไหม
การหยุดใช้ยาอีทันทีไม่ทำให้เกิดอาการถอนทางร่างกายที่อันตรายถึงชีวิต จึงเริ่มหยุดได้เลยโดยไม่ต้องรอ ช่วงไม่กี่วันแรกอาจเหนื่อยล้า นอนผิดปกติ ปวดเมื่อย และอารมณ์ตก แต่ผู้ป่วยจำนวนมากเลิกเองตามลำพังไม่สำเร็จเพราะอารมณ์ดิ่งและความอยากเมื่อเจอเพื่อนกลุ่มเดิม หากอารมณ์ตกมาก กลับไปใช้ซ้ำ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรรีบมาพบแพทย์
ยาอีกับยาบ้าต่างกันอย่างไร
ทั้งสองอยู่ในตระกูลแอมเฟตามีนและเสพติดได้ ยาบ้าคือเมทแอมเฟตามีนที่กระตุ้นผ่านโดปามีนเป็นหลัก ส่วนยาอีคือ MDMA ที่ออกฤทธิ์ต่อเซโรโทนินมาก จึงเด่นเรื่องความรู้สึกสุขและความใกล้ชิดกับผู้อื่น และมีอันตรายเฉพาะตัว เช่น ภาวะตัวร้อนจัดและโซเดียมในเลือดต่ำ
ยาอีตรวจฉี่เจอไหม
ชุดตรวจปัสสาวะทั่วไปไม่ได้ออกแบบมาตรวจยาอีโดยตรง ชุดตรวจกลุ่มแอมเฟตามีนบางชนิดอาจให้ผลบวกจากยาอีได้แต่ไม่แน่นอน ผลลบจึงไม่ได้ยืนยันว่าไม่ได้ใช้ การประเมินโดยแพทย์ร่วมกับการพูดคุยตามจริงจึงสำคัญกว่าผลตรวจอย่างเดียว
ยาอีกับยาเลิฟเหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ยาอีคือ MDMA ส่วนยาเลิฟมักใช้เรียก MDA ซึ่งเป็นสารตระกูลเดียวกันที่ฤทธิ์อยู่นานกว่าและมีพิษสูงกว่า แต่เม็ดที่ขายในชื่อใดก็อาจมีสารอื่นปนหรือแทนที่อยู่ ส่วน Liquid Ecstasy มักหมายถึง GHB ซึ่งเป็นสารกดประสาทคนละกลุ่มกับยาอี
ยาอีผิดกฎหมายไหม
ผิดกฎหมาย ยาอีจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามกฎหมายไทย การเสพ ครอบครอง หรือจำหน่ายมีโทษ หากคนในครอบครัวใช้ยาอี การพาเข้ารับการประเมินและบำบัดตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยดูแลทั้งสุขภาพและอนาคตของเขา
เริ่มต้นรักษาปัญหายาอี ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
ถ้าคนในครอบครัวต้องมียาอีทุกครั้งที่ไปงาน หรือหยุดแล้วกลับไปใช้ซ้ำ ก็เริ่มขอความช่วยเหลือได้ทันที ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุร้ายก่อน สมองและอารมณ์ฟื้นตัวได้เมื่อหยุดใช้ต่อเนื่องและได้รับการดูแลที่เหมาะสม เป้าหมายของการรักษาคือการช่วยให้เขากลับมามีความสุขและสนุกกับชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งสาร
